www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

Virtualizingthe supply chain กรณีศึกษา: Aisbusกับ RFID

Virtualizingthe supply chain กรณีศึกษา: Aisbusกับ RFID
May 10
15:49 2016

“ศึกษาความสำเร็จของแอร์บัส กับการปรับระบบการติดตามชิ้นส่วนเครื่องบิน เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานของการผลิตเครื่องรุ่นใหม่ ก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบคาดหวังRFID ช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้า 20%”

ความเป็นมา
บริษัทแอร์บัส เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่ของโลกจากฝั่งยุโรป ที่ช่วงชิงความเป็นผู้นำกับผู้ผลิตสัญชาติอเมริกัน อย่าง โบอิ้งมาโดยตลอด ปัจจุบันเครื่องบินขนาดใหญ่ของแอร์บัส คือ แอร์บัส A380 กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากสาย3การบินทั่วโลก (รวมถึงการบินไทย)แต่ก็เสียรังวัดไปพอสมควรกับกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบเครื่องบันให้ลูกค้าได้ทันตามกำหนด ซึ่งทำให้หลายสายการบินพิจารณายกเลิกออร์เดอร์ไป

HPE1 662x190

อย่างไรก็ตามปีที่ผ่านมาแอร์บัสทำสถิติสูงสุดคือ มียอดการจองเครื่องสูง 1,080 ลำ (คิดเป็นมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์) มากกว่าโบอิ้งที่มียอดจอง 768 ลำแต่แอร์บัสสามารถส่งมอบได้เพียง 635 ลำ เทียบกับโบอิ้งที่สามารถส่งมอบได้ 762 ลำ

ความท้าทายของแอร์บัส
เมื่อ 40 ปีที่แล้วแอร์บัสสามารถผลิตเครื่องบินได้ 10 ลำต่อปี และได้พัฒนาความสามารถการผลิตมาตลอดจนเริ่มมีชิ้นส่วนในในการประกอบเครื่องมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2012 แอร์บัสมีการติดตามชิ้นส่วนประกอบเครื่องบินถึง 1.2 ล้านชิ้นต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 5 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ภายในปี 2017 โดยชิ้นส่วนประกอบของเครื่องบินนี้มีวงจรชีวิตยาวนานหลาย 10 ปี เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบไปถึงการผลิต การซ่อมแซมและการกำจัดทิ้งชิ้นส่วนทุกชิ้นต้องมีการจัดการอย่างละเอียดรอบคอบ นอกจากนี้ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในวงการการบิน

ดังนั้นการติดตามกระบวนการทำงานให้ได้ทุกขั้นตอนนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมาก การจัดการและการติดตามชิ้นส่วนถือเป็นความท้าทายที่มีความซับซ้อน และไม่สามารถมีข้อผิดพลาดได้รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องบินต้องปราศจากความผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง โดยตลอดอายุการทำงานของเครื่องบินลำหนึ่งนั้นจะมีข้อมูลสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในส่วนของการผลิตก็มีความท้าทายเช่นกัน โดยแอร์บัสนั้นได้กระจายการผลิตไปตามภูมิภาคต่างๆ อาทิ เครื่องบิน A380 ทำมาจากส่วนประกอบชิ้นย่อยๆ มาประกอบกันอย่างส่วนหน้า ลำตัว ปีก และส่วนหาง ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้ทำมาจากโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน สเปนและอังกฤษ โดยต้นทุนของการประกอบเครื่องบิน 1 ลำตกอยู่ที่ 428 ล้านดอลลาร์ และการจัดเก็บสินค้าก็เป็นส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูง และอีกประการหนึ่งที่เป็นความท้าทายก็คือ การปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว

การมีห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต่อการดำเนินการทางธุรกิจประเภทนี้แอร์บัสมีการใช้งานเทคโนโลยีระบุข้อมูล ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Identification – RFID) ในวงจรการผลิตทั้งวงจร ทั้งนี้ เพื่อได้เห็นภาพการผลิตอัตโนมัติแบบเรียลไทม์พร้อมกับกระชับกระบวนการทำงานและลดของเสีย และช่วยให้มีการผนึกข้อมูล เช่น เลขชิ้นส่วน เลขเครื่อง วันที่ผลิตและแม้แต่ประวัติการผลิตเข้ากับชิ้นส่วนประกอบเครื่องบินทุกชิ้น ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์

Digital Fly-By-Wire
ในปี 2014แอร์บัสได้เปิดตัวโครงการจะแทนที่ป้ายชื่อแบบเดิมที่ติดไว้กับส่วนประกอบทุกส่วนที่ผลิตในบริษัท เปลี่ยนมาเป็นป้ายชื่อที่มีRFID อันเป็นมาตรฐานใหม่ โดยคาร์โลเค.ไนแซม Head of Value Chain Visibility and RFIDของแอร์บัสกล่าวไว้ว่า “แอร์บัสมองการดำเนินงานนี้เหมือนกับการสร้างเครื่องบินในยุค 80 เราสร้างเครื่องบินพาณิชย์ Fly-by-wire รุ่น A320 และสิ่งที่เราทำตอนนี้เหมือนที่เราสร้างเครื่องบินรุ่นนั้น แต่เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาขึ้นซึ่งหมายความว่า เรากำลังสร้างห่วงโซ่คุณค่าแบบ Fly-by-wire ที่เป็นห่วงโซ่คุณค่าในรูปแบบดิจิทัลนั่นเอง”

2แท็กRFID ที่ใช้ติดส่วนประกอบเครื่องบินจะต้องมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง แต่จะต้องมีน้ำหนักเบา โดยแท็กที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องของการทนทานต่อสภาวะที่มีความเสี่ยงในทุกๆ ด้าน เป็นเหตุผลหนึ่งที่แอร์บัสต้องคิดเลือกเป็นผู้จัดหาและให้บริการโซลูชั่นการเข้ารหัสและการพิมพ์ข้อมูล RFID ที่มีความสามารถสูง

เทคโนโลยี RFID เป็นส่วนสำคัญของระบบการระบุข้อมูลแบบอัตโนมัติ (Automated Identification Technology – AIT) ซึ่งทำให้บริษัทแอร์บัสสามารถแปลงกระบวนการอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอากาศยานทางกายภาพเป็นระบบดิจิทัล พร้อมกับช่วยกระชับวงจรการผลิตเครื่องบินแบบเต็มรูปแบบจากเดิมผลิตในบริษัทเป็นการขยายการปฏิบัติการระหว่างหน่วยงาน ซึ่งทำให้บริษัทฯ มีความเข้าใจธุรกิจสำคัญๆ อย่างลึกซึ้งในขณะที่ปฏิบัติงานด้วย

The Value Chain Visibility
กรณีศึกษาจาก แอร์บัส ซึ่งเป็นผู้นำด้านการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้งานในภาคส่วนการผลิตในโครงการริเริ่มที่ทำให้เห็นมอบข้อมูลห่วงโซ่คุณค่า (Value chain initiative) ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจเป็นอย่างมาก

“เทคโนโลยีอันชาญฉลาดอย่าง RFID ช่วยให้เราเชื่อมต่อกับชิ้นส่วนเครื่องบิน และช่วยสร้าง Internet of Things ให้กับแอร์บัส และสามารถติดตามได้ทั้งกระบวนการการสร้างและให้บริการเครื่องบินโดยสารสมัยใหม่ถือเป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อน ท้าทาย และมีต้นทุนที่สูง บริษัทแอร์บัสเหมือนกับธุรกิจอื่นทั่วไปตรงที่มีการใช้ระบบไอทีเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติการด้านการผลิต”คาร์โล กล่าว

ด้วยเทคโนโลยี RFIDกระบวนการนี้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น และความผิดพลาดที่เกิดจากการพิมพ์ข้อมูลเข้าระบบด้วยมือก็ลดลง นอกจากนี้ ข้อมูลก็สามารถแชร์และตรวจสอบได้ทันที ท้ายสุดเทคโนโลยีนี้ทำให้เครื่องบินมีชั่วโมงบินที่เพิ่มขึ้นในแง่ของการผลิตยิ่งเห็นประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี RFID มากขึ้น

ส่วนประกอบทุกชิ้นได้รับการจัดการและติดตาม ผ่านสายการผลิต เนื่องจากแอร์บัสสามารถระบุสถานที่การจัดเก็บส่วนประกอบทุกประเภทและสถานะได้ จึงสามารถทำการปรับปรุงการควบคุมชิ้นส่วนให้ดียิ่งขึ้น ย่นระยะเวลาการจัดหาอุปกรณ์ล่วงหน้า และขจัดการซื้อชิ้นส่วนซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ยังมีการลดจำนวนงานค้างและความล่าช้า โดยไม่จำเป็นลงอย่างมาก โดยประโยชน์ที่เห็นชัดนั้นมาในรูปแบบของผลิตผลที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาการผลิตที่ลดลง ซึ่งหมายถึง ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าและมีเงินสดหมุนเวียนดีขึ้น ข้อมูลที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นหมายถึงกระบวนการประกอบสินค้า นั้นมีปัญหาและความผิดพลาดที่น้อยลง โดยมีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี RFID จะช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าก็ลดลงถึง 20%

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

BannerWeb_CIOworld_2

Like Us On Facebook

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com

Categories