www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

การปรับตัวให้เข้ากับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และสังคมเศรษฐกิจอาเซียน

การปรับตัวให้เข้ากับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และสังคมเศรษฐกิจอาเซียน
December 29
16:01 2015
ผศ.สุพล พรหมมาพันธุ์
ผศ.สุพล พรหมมาพันธุ์

ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เชี่ยวชาญเรื่องระบบข้อมูลสารสนเทศ การวางกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร รวมถึงกลยุทธ์ออนไลน์

หยิบประเด็นที่น่านำมาคิดและวางแผนปฏิบัติเป็นรูปธรรม จากการปาฐกภา การเรียนรู้เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อเราต้องก้าวเข้าสู่โลกของการแข่งขันที่เป็นดิจิทัล และพรมแดนในอาเซียนได้เปิดกว้าง โอกาสเข้าถึงและเชื่อมโยงด้านสังคมวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นเป็น 636 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น10 เท่าของประชากรไทย”

HPE1 662x190

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา บัณฑิตศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดโครงการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การเรียนรู้เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมเศรษฐกิจอาเซียน” ผู้เขียนสรุปประเด็นการบรรยายโดย รศ.ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ ราชบัณฑิต ได้ดังต่อไปนี้

1แนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล แนวคิดของรัฐบาลไม่ใช่เพียงแค่การนำเอาไอทีสมัยใหม่มาใช้ เพราะลำพังเพียงแค่นี้ก็จะเป็นแค่การซื้ออุปกรณ์ไอทีมาใช้ในแบบดั้งเดิม รัฐบาลต้องการให้หน่วยงานใช้ไอทีเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ประเทศทั้งในด้านอุตสาหกรรมและการทำงาน อันจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับสังคมเหมือนกับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย

ความจริงประเทศไทยได้ใช้คอมพิวเตอร์กันมานานแล้วและเป็นประเทศแรกๆ ด้วยที่มีการนำเอาไอทีเข้ามาใช้ แต่ส่วนใหญ่ที่นำเอาไอทีมาใช้มักจะเริ่มจากผู้ปฏิบัติการมากกว่าจะเป็นผู้บริหาร, เกิดจากความจำเป็นและถูกบังคับมาจากภายนอก หรือจากปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้น, เกิดจากการอยากลองของใหม่ๆ และการใช้ไอทีมักจะเป็นงานประจำที่ไม่ใช่งานทางด้านยุทธศาสตร์ สำหรับผลงานโดดเด่นในด้านการใช้ไอทีของประเทศไทยมีหลายด้าน คือ

 
(1) การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของธนาคารต่างๆ ทำให้สามารถถอนเงินที่ตู้ ATM ของธนาคารใดก็ได้ สามารถโอนเงินจำนวนมากผ่านเครือข่ายไปยังธนาคารใดก็ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถรู้ยอดเงินที่เดินสะพัดอยู่ทั่วประเทศได้ตลอดเวลา รวมทั้งสามารถเคลียร์บัญชีคงค้างระหว่างธนาคารได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

 
(2) ระบบ GFMIS (Government Financial Management Information System) เป็นระบบที่รัฐบาลกำหนดให้ทุกหน่วยงานของรัฐที่ใช้ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ บันทึกหมวดงบประมาณและแผนการใช้เงิน การตั้งฎีกาเบิกเงินตามแผน การบันทึกรายละเอียดทรัพย์สินต่างๆ และการจัดทำงบการเงิน

 
(3) ระบบทะเบียนราษฎร์ซึ่งใช้เลขที่ประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลัก การบันทึกข้อมูลการเกิดการตาย การบันทึกการขอเปลี่ยนแปลงชื่อ, นามสกุล, การย้ายที่อยู่, การจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง, การให้ความสะดวกแก่หน่วยงานในการตรวจสอบความมีตัวตนของบุคคลที่หน่วยงานนั้นให้บริการหรือทำธุรกรรมด้วย

 

(4) ระบบสอบ Entrance ระบบเดิมที่ใช้ก่อนรับตรงนั้น เป็นระบบที่น่ามหัศจรรย์มาก เพราะสามารถบันทึกผลการสอน และการคัดเลือกผู้สมัครเข้าสู่โปรแกรมต่างๆ ที่มาสมัครเรียนได้อย่างรวดเร็ว

 
(5) การออกใบอนุญาตนำเข้าส่งออกของกรมศุลกากร, ระบบตรวจคนเข้าเมือง, ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม, ระบบภาษีเงินได้ส่วนบุคคล และระบบการคืนภาษี, ระบบจดทะเบียนการค้า และระบบแสดงผลการประกอบการของบริษัทห้างร้านที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้า

แต่มีเรื่องน่าเสียดายที่เกี่ยวกับการใช้ไอที คือ เป็นระบบที่เน้นการบันทึกข้อมูล มากกว่าการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เช่น ข้อมูลเด็กตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ เราไม่ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ผู้บริหารภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน หรือแม้แต่ผู้ปฏิบัติงานทั่วไป ส่วนมากยังทำงานแบบเก่า คือ ใช้ไอทีในงานประจำยิ่งกว่าการใช้ไอทีเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพให้สินค้าและบริการ, การใช้ไอทีเพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถให้องค์การ, การใช้ไอทีในการแข่งขันระดับโลก, การใช้ไอทีเพื่อพิทักษ์ปกป้องสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขปัญหา เป็นต้น

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวไปสู่ Web Service ควรมีการจัดเก็บข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกและบริการอย่างเป็นระบบ เช่น อาจารย์ที่เก่งเรื่องฐานข้อมูล (Database) เราทราบกันไหมว่ามีกี่คน มีการจัดเก็บข้อมูลไว้บ้างหรือไม่ หรือบางแห่งมี แต่ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันไว้ หรืองานวิจัยเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เชิงคำนวณ เรารู้ได้อย่างไรว่าใครเก่งเรื่องนี้ คุยกันได้ แต่กดปุ่มไม่ได้ เว็บไซต์โดยทั่วไปมีแต่เสนอข่าว แต่ยังเชื่อมโยงกันไม่ได้

สังคมไทยจะไปทางไหนกันด้านไอที สังคมไทยังมีปัญหาอยู่หลายอย่างคือ ประเทศไทยเองยังไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมไอทีมากเท่าที่ควร, หน่วยงานราชการไม่มีตำแหน่งงานไอทีมากพอ, บุคลากรไอทีไม่อยากเข้ารับราชการหรือทำงานภาครัฐ, บุคลากรไอทีที่มีอยู่ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ทัน, นักศึกษาไม่อยากเรียนไอที โดยเฉพาะสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์, นักศึกษาที่เลือกเรียนไอทีไม่มีทักษะความรู้เพียงพอ สังคมไทยเป็นผู้ซื้อแบบสุดโต่ง ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า สามารถคุยได้ว่าเทคโนโลยีนั้นๆ ดีอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าเทคโนโลยีนั้นสร้างขึ้นมาได้อย่างไร จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร หรือจะคิดค้นเทคโนโลยีให้ดีกว่าที่มีอยู่ได้อย่างไร

ในเมื่อโลกกำลังก้าวหน้าทางด้านไอที โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ไอทีในศาสตร์และการทำงานทุกสาขาอาชีพ คนไทยจึงไม่มีทางเลือก นอกจากซื้อ ซื้อ ตามที่บริษัทไอทีบังคับให้ซื้อ คนไทยเราต้องคิดนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา หากทำงานแล้วไม่ได้รับความสะดวก ต้องคิดหาวิธีสร้างนวัตกรรมขึ้นมาอำนวยความสะดวก ตัวอย่างเช่น Google Glass หรือเทคโนโลยีที่สามารถทำให้คนตาบอดอ่านหนังสือได้ ใช้แว่นตาติดกล้อง และมี Processor ทำการสแกนตัวหนังสือไปเรื่อยๆ และอ่านให้ฟัง เป็นต้น

คราวนี้มาดูเรื่อง ASEAN กันบ้าง การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ ความเป็นชุมชนเดียว ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมต่อสู้กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อให้ประชาคมได้ประโยชน์ ความจริงแล้วเป็นอย่างที่คาดหวังกันนี้หรือไม่ เพราะสภาพที่แท้จริงประเทศในกลุ่มอาเซียนมีสภาพห่างกันอย่างสุดกู่ จากประเทศที่เจริญก้าวหน้ามากที่สุด ถึงประเทศที่ยากจนที่สุด ประชาชนนับถือศาสนาแตกต่างกันหมด เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย นับถือศาสนาอิสลาม เฉพาะ 2 ประเทศนี้ก็มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดแล้ว และชาวมุสลิมก็ไม่ทำงานในวันศุกร์ และมีเรื่องกฎระเบียบไม่เหมือนกันอีก เช่นการขับรถไม่เหมือนกัน หากข้ามไปประเทศลาว เขมร เขาก็ขับรถพวงมาลัยซ้ายเหมือนประเทศฝรั่งเศส

นอกจากนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการต่อสู้กันอย่างต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ มีความโกรธ แค้นเคือง ดูถูก ดูหมิ่นและกีดกันกันตลอดมา เมื่อเป็นเช่นนี้ ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เราต้องปรับปรุงตัวเองในด้านวิชาการ, ด้านทักษะ, ด้านความคิดสร้างสรรค์, ด้านการสื่อสาร, ด้านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานโลก

สำหรับในด้านอาเซียน เราต้องปรับปรุงตัวเองในด้านวัฒนธรรมและภาษา เราจะต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า ปัญหาความขัดแย้งในอดีตเป็นเรื่องธรรมดาของนครรัฐ เราต้องมองไปยังอนาคต ที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนในประเทศกลุ่มอาเซียนอื่นได้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ที่ไปไกลกว่าเรา แต่เราก็ไม่ดูแคลนผู้ที่ไปช้ากว่าเราด้วยเช่นกัน

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3

Like Us On Facebook

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com

Categories