www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

AI Dogfighting อนาคตของการบินแบบอิสระ

AI Dogfighting อนาคตของการบินแบบอิสระ
November 04
16:38 2020

สำรวจอนาคตของอากาศยานทางการทหาร ที่เริ่มก้าวไปสู่ระบบไร้คนขับ (Unmanned System) เมื่อปัญญาประดิษฐ์สามารถเอาชนะนักบินขับไล่ F-16 ที่ขับโดยมนุษย์ ด้วยผลคะแนนขาดลอย 5-0 จากการบินทดสอบต่อสู้แบบ Dogfight

 

จากยุคเครื่องจักรกลหนักของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ไปจนถึงยุคคอมพิวเตอร์ที่แปลงไปเป็นดิจิทัลและเมื่อเร็วๆ นี้ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เป็นการมาแทนการทำงานในแบบเดิมๆระบบ AI ได้รับการคาดหวังว่ามาเพื่อเพิ่มความพยายามของมนุษย์ มาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และมาเพื่อลดภาระของงานที่ยากลำบากโดยสามารถถ่ายโอนไปยังอัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial IntelligenceAlgorithm)

ยกอย่างโครงการ Air Combat Evolution (ACE) ของหน่วยงานการวิจัยขั้นสูงทางทหาร (DARPA: Defense Advanced Research Projects Agency) กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาที่ทำการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการนำอัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้แทนการทำงานของนักบินในการต่อสู้ทางอากาศที่มีลักษณะการต่อสู้กันในระยะประชิดหรือสายตาของนักบินมองเห็น (Dogfight) บนเครื่องบินขับไล่แบบ F-16

ซึ่ง DARPA นั้นมีเป้าหมายที่จะทำให้การต่อสู้ทางอากาศเป็นไปในแบบอัตโนมัติและผลจากการบินทดสอบเมื่อวันที่20 สิงหาคม ที่ผ่านมาอัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Heron Systems สามารถเอาชนะนักบินขับไล่ F-16ที่ทำการบินโดยมนุษย์ในการบินต่อสู้ทางอากาศแบบ Dogfight ด้วยคะแนน 5 – 0 โดยบทความในฉบับมีมุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

AI เอาชนะนักบินรบ F-16 ได้ง่ายดาย

ข้อมูลจาก US Air Force Magazine ในบทความ Artificial Intelligence Easily Beats Human Fighter Pilot in DARPA Trial ที่เขียนโดย ไบรอัน เอเวอร์สไตน์ ได้ให้รายละเอียดถึง อัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Algorithm)

ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Heron Systems ได้เอาชนะนักบินขับไล่ F-16 ที่เป็นมนุษย์ ในการต่อสู้อย่างดุเดือด ด้วยผลคะแนนขาดลอย 5-0 จากการบินทดสอบต่อสู้แบบ Dogfight ของหน่วยงานการวิจัยขั้นสูงทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา

บริษัท Heron Systems เอาชนะบริษัทปัญญาประดิษฐ์อื่นๆ อีก 7 บริษัทก่อนที่จะมาต่อสู้กับ Banger ซึ่งเป็นนามเรียกขาน (Callsign) ของนักบินขับไล่ F-16 ที่มาจากกองกำลังสำรองทางอากาศและเพิ่งสำเร็จการศึกษาหลักสูตรผู้ฝึกสอนการใช้อาวุธบนเครื่องบินขับไล่ F-16 (F-16 Weapons Instructor) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

นักบินซึ่งไม่ได้ระบุชื่อเต็มเป็นนักบินขับไล่ปฏิบัติการที่มีจำนวนชั่วโมงบินมากกว่า 2 พันชั่วโมงกับเครื่องบินขับไล่ F-16 นาม Banger และปัญญาประดิษฐ์ของ Heron Systems ต่อสู้ในสถานการณ์การบินรบขั้นพื้นฐานที่แตกต่างกัน 5 แบบ ด้วยการจำลองการต่อสู้โดยใช้ปืนกลอากาศบนเครื่องบิน F-16 เท่านั้น ทุกครั้ง AI สามารถแสดงความสามารถที่สูงกว่าในการบิน และในที่สุดก็เอาชนะ Banger ได้

อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ทำงานภายใต้ขีดจำกัดของ F-16 หมายถึงไม่ได้ดึงแรง G ให้เกินไปกว่าที่เครื่องบิน F-16 บนโลกแห่งความเป็นจริงจะทำได้จะอย่างไรก็ตาม Banger ได้กล่าวหลังจาก Dogfight ว่า

“ปัญญาประดิษฐ์ของ Heron Systems นั้นได้เปรียบนักบินจริงตรงที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการฝึกฝน (Training) รวมทั้งความคิดที่ถูกปลูกฝังอยู่ในหัวของนักบินกองทัพอากาศ”

อย่างเช่นคำแนะนำของกองทัพอากาศจะอธิบายไว้ว่า นักบิน F-16 ทำการบินรบขั้นพื้นฐานอย่างไรและกำหนดข้อจำกัดบางประการไว้ อาทิ ห้ามบินผ่านระยะ 500 ฟุต หรือจำกัดมุมการโจมตีเมื่อยิงด้วยปืนกลอากาศ

ปัญญาประดิษฐ์ของ Heron Systems ไม่ต้องทำตามคำแนะนำเหล่านี้ซึ่งจะช่วยให้ได้เปรียบโดยทั่วไปนิสัยของนักบินรบนั้นถูกสร้างขึ้นตามขั้นตอนและปฏิบัติตามกฎของการฝึก ซึ่งต่างจาก AI ที่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น

นอกจากนี้ AI สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที (Nanosecond Level) เมื่อเทียบกับกระบวนการตัดสินใจในการตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆของมนุษย์ (OODA Loop) ที่ประกอบไปด้วยการสังเกต (Observe), การปรับทิศทาง (Orient),ตัดสินใจ (Decide) และดำเนินการ (Act) ซึ่งจะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าจึงทำให้อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ของ Heron ได้เปรียบไปอีกขั้น

Banger เริ่มการแข่งขันตามกฎพื้นฐานและอยู่รอดได้นานขึ้นในแต่ละรอบของการบิน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถยิงเครื่องบิน F-16 ซึ่งใช้นามเรียกขาน Falco ที่บินด้วย AI ได้แต่ในรอบต่อๆ ไป Banger พยายามเรียนรู้วิธีการบินของ Falco อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ซึ่งทำการบินได้ผาดแผลงและว่องไวกว่า

อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท Heron Systems สามารถเอาชนะการแข่งขันแบบพบกันหมด (Alpha Dogfight Trials) เหนือผู้เข้าแข่งขันอื่นๆ อีก 7 บริษัท ประกอบด้วย Aurora Flight Sciences,EpiSys Science,Georgia Tech Research Institute,Lockheed Martin,Perspecta Labs, Physics AI และ Soar Tech

น.อ.แดเนียล ดโวเชค ผู้บริหารโครงการ Air Combat Evolution ของ DARPA ได้กล่าวว่า“เป้าหมายของการทดสอบนี้คือ การเพิ่มความมั่นใจในความเป็นไปได้สำหรับการใช้ปัญญาประดิษฐ์บนเครื่องบินรบซึ่งถ้าเหตุการณ์นี้สามารถโน้มน้าวนักบินรบเพียงสองคนได้ ผมถือว่าประสบความสำเร็จและนั่นคงเป็นขั้นตอนแรกที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในทีมงานของ DARPA”

โครงการ Air Combat Evolution พยายามทำให้การต่อสู้ทางอากาศเป็นไปในแบบอัตโนมัติประกอบกับปัญญาประดิษฐ์ต้องเรียนรู้การทำงานเป็นทีมร่วมกับเครื่องบินลำอื่นด้วย

ซึ่งก็มีแนวโน้มนำไปใช้กับเครื่องบินที่มีขนาดเล็กอันรวมถึงเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยใบพัดและเครื่องบินเจ็ทขนาดเล็กเพื่อที่จะเรียนรู้และแยกแยะความแตกต่างในความสามารถของเครื่องบินทั้งสองประเภท

โครงการนี้มีกำหนดจะสิ้นสุดภายในปี ค.ศ. 2021 ต่อจากนั้น DARPA วางแผนที่จะนำไปใช้กับเครื่องบินขนาดใหญ่ ก่อนที่จะมอบโครงการนี้ให้แก่กองทัพอากาศสหรัฐฯ

ในปี ค.ศ. 2024 กองทัพอากาศสหรัฐฯ นั้นมีแผนในการนำปัญญาประดิษฐ์ (JAIC: Joint Artificial Intelligence Center) มาใช้ในการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018

ผู้บริหารโครงการ ACE ได้กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าหน่วยงานการวิจัยขั้นสูงทางทหาร (DARPA) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมีระบบที่สมบูรณ์แบบและพร้อมใช้งานในวันนี้อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีในการบรรจุกระบวนการดังกล่าวไว้บนเครื่องบินรบอย่าง F-15 หรือ F-16”

“ในท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาจะเดินไปสู่ ระบบที่ไร้คนขับ (Unmanned System) ซึ่งโครงการที่ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับนั้น ถือเป็นรากฐานแห่งการเริ่มต้นไปสู่ความสามารถของเครื่องบินรบในทางยุทธวิธีที่สูงขึ้น”

“แม้เครื่องบินรบ Heron ที่บินได้แบบอัตโนมัติ (Autonomous Heron Flying) อย่างเต็มรูปแบบ หรือแบบที่ไม่ใช้คำแนะนำของมนุษย์เลย ยังคงเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ แต่มันจะเป็นเป้าหมายของเราในอนาคต”ดโวเชค ปิดท้าย

อ่านไฟล์ Pdf.

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.