www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • 3 เรื่องด่วนที่ CIO ต้องจัดการ รับมือ COVID-19 การ์ทเนอร์แนะ 3 เรื่องด่วน CIO เร่งจัดการรับมือสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ชี้ต้องมีแผนและการเตรียมตัวที่ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจทั้งหมดและพร้อมนำมาใช้ทันที...
  • Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 “Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 ภายใต้การเกิดขึ้นของ People-Centric Smart Space ตัวกำหนดกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า พนักงาน คู่ค้า สังคม และการดำเนินการทั้งหมดขององค์กร”...
  • Cyber security 2020 “CIO World&Business ได้รวบรวม การคาดการณ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในปี 2563 จาก ผู้ให้บริการระบบการรักษาความปลอดภัยหลายๆ ราย ทั้งจาก พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์, ฟอร์ติเน็ต และ เทรนด์ไมโคร ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหารในสายเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึง C-Level ในสายงานอื่นๆ ทุกคน”...
  • CIO คือ ผู้นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต “ผลการศึกษาฉบับล่าสุดชี้ให้เห็นว่าซีไอโอจะเป็นบุคคลสำคัญในการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต และความสามารถของซีไอโอในการควบคุมเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสร้าง ขับเคลื่อน จัดการ เชื่อมต่อและปกป้อง คือ ปัจจัยสู่ความสำเร็จของธุรกิจ”...
  • ‘DES’ BIG MISSION DIGITIZING THAI ECONOMY เดินหน้าประเทศไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล วิสัยทัศน์ 15 คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม...

CCUS นวัตกรรมเพื่อลดคาร์บอนฯและเปลี่ยนเป็นพลังงาน

CCUS นวัตกรรมเพื่อลดคาร์บอนฯและเปลี่ยนเป็นพลังงาน
June 19
14:49 2019

“NIA ผลักดันแนวคิด การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมกุญแจสำคัญสำหรับการยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ให้ความรู้เทคโนโลยี CCUS นวัตกรรมลดคาร์บอนฯและเปลี่ยนเป็นพลังงาน มิติใหม่โลกอุตสาหกรรมในอนาคต”

ขณะนี้สถานการณ์ภาวะโลกร้อน มีความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง สาเหตุหลักมาจากการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นส่วนประกอบหลัก โดยเกิดจากกิจกรรมการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศสูงมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คาดว่าในปี 2050 อุณหภูมิโลกอาจจะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 – 6 องศาเซลเซียส ทำให้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 และต้องไม่มีการปล่อยก๊าซเพิ่มภายในปี 2050 เพื่อคงระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินจากเดิม 1.5 องศาเซลเซียส โดยยังทำให้หลายประเทศหาแนวทางและพัฒนาเทคโนโลยีลด CO2 ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (Innovation Foresight Institute : IFI) เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) เป็นเทคโนโลยีที่หลายๆ ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อใช้ประโยชน์และลดปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกิจกรรมต่างๆ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศ

โดยใช้วิธีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือการปล่อยคาร์บอนที่เป็นลบ (Negative Emission) จากปล่องควันสูงจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรือโรงงานผลิตที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลข้างเคียง จะถูกแยกออกจากก๊าซชนิดอื่น ผ่านกระบวนการทางเคมีด้วยสารละลายเอมีน

3ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้ทั่วไปในอุตสาหกรรมโรงกลั่นและการผลิตก๊าซธรรมชาติ จากนั้นจะถูกกักเก็บในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีความบริสุทธิ์สูง และอัดฉีดก๊าซฯ ลงสู่ใต้ดินที่ความลึกหลายกิโลเมตร อาทิ โพรงทางธรณีวิทยาที่อยู่ใต้ดิน หรือใต้มหาสมุทร ซึ่งจะถูกกักเก็บไว้ไม่ให้รั่วไหลออกมาไม่ให้สามารถกลับเข้าสู่บรรยากาศได้อีก ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในมาตรการที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ก๊าชเรือนกระจก

แม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยี CCUS ยังมีต้นทุนที่สูง แต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้จากการใช้เทคโนโลยี CCUS สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ในกระบวนการผลิตน้ำมันขึ้นมาจากหลุมหลังจากที่ได้มีการผลิตตามธรรมชาติแล้ว (Enhanced Oil Recovery: EOR)ในการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันการผลิตน้ำแข็งแห้งเพื่อรักษาความสดและยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในอาหารหรือในกระบวนการหมักต่างๆ

ใช้เป็นสารกันเสียในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมหรือโซดาการนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมี เช่น เมทานอล และยูเรียที่ใช้เป็นสารเคมีในการะบวนการผลิตขั้นทุติยภูมิในการผลิตปุ๋ยเพื่อใช้ในการทำเกษตรกรรม รวมถึงการประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียว โดยเฉพาะในกลุ่มเหล็ก ซีเมนต์ สารเคมี และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งปัจจุบันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 21% ทั่วโลก

สำหรับขนาดการเติบโตของ CCUS ในตลาดโลก คาดว่าจะมีแนวโน้มอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 23.3% โดยในปี 2020 ขนาดของตลาดโลกจะอยู่ที่ 8.06 พันล้านดอลลาร์และคาดว่าทวีปเอเชียแปซิฟิกจะเป็นศูนย์กลางการปรับใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมากที่สุด โดยในปัจจุบันมีโรงงาน 17 โรงงานที่เริ่มดำเนินการใช้เทคโนโลยี CCUS แล้ว มีกำลังสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 40 ล้านเมตริกตันหรือคิดเป็น 0.1% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดทั่วโลก

ขณะที่ทวีปยุโรป ประเทศอังกฤษและประเทศเนเธอร์แลนด์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสะอาด (The Clean Growth Strategy) และข้อตกลงความร่วมมือกลุ่มชาวดัตช์ (The Dutch Coalition Agreement) เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้เทคโนโลยี CCUS ในโครงการสำคัญๆ ของทวีป ส่วนทวีปอเมริกาเหนือ ปัจจุบันถือเป็นผู้นำระดับโลกในการปรับใช้เทคโนโลยี CCUS ซึ่งกระทรวงพลังงานสหรัฐมีการสนับสนุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ภายใต้กลุ่มโครงการวิจัยและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงพลังงานจากฟอสซิล (Fossil Energy Research and Development : FER&D)

โดยในปี 2019 มีการวางแผนดำเนินโครงการวิจัยพัฒนากระบวนการใช้เทคโนโลยีที่จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จับได้ไปกักเก็บหรือนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งสนับสนุนทุนสูงถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ด้านรัฐบาลแคนาดาก็มีการมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยสูงถึง 950,000 ดอลลาร์ ในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อลูกค้า เช่น วัสดุก่อสร้าง เชื้อเพลิงทดแทน สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ

2ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เผยว่า “การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในกุญแจที่สำคัญสำหรับการยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ที่ต้องดำเนินควบคู่กัน ซึ่งนวัตกรรมลดโลกร้อนก็เป็นอีกกิจกรรมที่สำคัญที่ทั่วโลกต้องตระหนักและเร่งสร้างสิ่งดังกล่าวให้เกิดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนโลกไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิในอนาคต”

นอกจากนี้ สภาวะอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง และคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นประเด็นที่ทั่วโลกและประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสนใจมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งเวลานี้ ทั้งผู้ประกอบการ นักวิจัย และนักพัฒนาต้องไม่พลาดที่จะนำเทคโนโลยีที่ช่วยปรับปรุงสภาพอากาศของเราให้ดีขึ้นทั้งการแปรรูปพลังงาน การประยุกต์ใช้พลังงานทางเลือก ฯลฯ เพื่อช่วยให้เกิดทั้งมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ และนำมาซึ่งการเติบโตที่ยั่งยืนได้ต่อไป

ในโอกาสครบรอบขวบปีที่ 10 ของการเป็นองค์การมหาชน NIA มุ่งเดินหน้าสู่การเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนบริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศ ผ่านกลไกและการประสานงานให้เกิดการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในฐานะผู้ประสานระบบ (System Integrator) เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการได้รับการสนับสนุนให้กับเยาวชน นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้สนใจการพัฒนานวัตกรรมทุกระดับ นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ INNOVATION NATION หรือประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com