www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • 3 เรื่องด่วนที่ CIO ต้องจัดการ รับมือ COVID-19 การ์ทเนอร์แนะ 3 เรื่องด่วน CIO เร่งจัดการรับมือสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ชี้ต้องมีแผนและการเตรียมตัวที่ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจทั้งหมดและพร้อมนำมาใช้ทันที...
  • Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 “Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 ภายใต้การเกิดขึ้นของ People-Centric Smart Space ตัวกำหนดกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า พนักงาน คู่ค้า สังคม และการดำเนินการทั้งหมดขององค์กร”...
  • Cyber security 2020 “CIO World&Business ได้รวบรวม การคาดการณ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในปี 2563 จาก ผู้ให้บริการระบบการรักษาความปลอดภัยหลายๆ ราย ทั้งจาก พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์, ฟอร์ติเน็ต และ เทรนด์ไมโคร ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหารในสายเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึง C-Level ในสายงานอื่นๆ ทุกคน”...
  • CIO คือ ผู้นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต “ผลการศึกษาฉบับล่าสุดชี้ให้เห็นว่าซีไอโอจะเป็นบุคคลสำคัญในการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต และความสามารถของซีไอโอในการควบคุมเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสร้าง ขับเคลื่อน จัดการ เชื่อมต่อและปกป้อง คือ ปัจจัยสู่ความสำเร็จของธุรกิจ”...
  • ‘DES’ BIG MISSION DIGITIZING THAI ECONOMY เดินหน้าประเทศไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล วิสัยทัศน์ 15 คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม...

NECTEC 5.0 From Shelf to Thais

NECTEC 5.0 From Shelf to Thais
February 01
18:39 2019

บทสัมภาษณ์ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการคนใหม่ของเนคเทค ถึงแผนงาน เป้าหมายต่างๆ ในวาระ 4 ปี ทำให้เข้าใจและมองเห็นทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศด้วยหนึ่งฟันเฟืองสำคัญอย่างเนคเทค สิ่งเหล่านี้คือ คำมั่นสัญญาที่ ผู้อำนวยการคนใหม่และทีมจะต้องฝ่าฟัน เดินไปสู่เป้าหมายความสำเร็จให้ได้

ตุลาคมปีที่ผ่านมา ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ได้ผู้อำนวยการคนใหม่คือ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ นับเป็นคนที่ 5 ในรอบ 33 ปี ดร.ชัย เป็น “คนเนคเทค” ที่เริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี 2538 หลงใหลในความท้าทายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนระยะเวลาผ่านกว่า 24 ปี จากความมุ่งมั่นทุ่มเทมาตลอด เป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุน ดร.ชัย ได้รับเลือกให้เข้ามารับไม้ต่อ บนความท้าทายของเนคเทคที่จะต้องสร้างสิ่งที่จับต้องได้จากองค์กรแถวหน้าด้านเทคโนโลยีไอซีที มาตอบโจทย์ประเทศที่กำลังเดินหน้าไปสู่ดิจิทัล

ด้วยความที่ ดร.ชัย มีความเชี่ยวชาญด้าน ปัญญาประดิษฐ์ การประมวลผลสัญญาณเสียง การประมวลผลภาษาธรรมชาติ การติดต่อระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ผนวกกับความเชี่ยวชาญในสายวิจัย โดยเฉพาะเรื่องปัญญาประดิษฐ์ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ลงตัวขององค์กรและประเทศไทย ความสามารถ วิธีการมองเทคโนโลยีในมุมของผู้เชี่ยวชาญที่ผนวกเข้ากับบริบทของอุตสาหกรรม การผสานกับระบบนิเวศน์ด้านธุรกิจ และการพัฒนาประเทศ ในวัย 46 ปีของผู้อำนวยการคนใหม่ น่าจะทำให้การขับเคลื่อนประเทศเหมือนได้เฟืองจักรสำคัญ

กับหมวกใบใหม่ งานด้านบริหารองค์กรที่มีความพลวัตทั้ง นโยบาย บุคลากร รูปแบบวิธีการทำงานที่พลิกโฉมหน้าจากอนาล็อกไปสู่ดิจิทัล ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ประเทศไทยดูจะทำได้แค่เพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” เนคเทคแบกรับความคาดหวังขององค์กรทั้งรัฐและเอกชน ที่ต้องดำเนินการวิจัย พัฒนา ออกแบบ เชิงวิศวกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

การเข้ารับตำแหน่งในวาระนี้ ตลอดระยะเวลา 4 ปี ดร.ชัย ไม่ได้ทำงานคนเดียว เพราะมีทีมมือหนึ่งมาดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการอีก 3 คน ได้แก่ ดร.อลิสา คงทน กำกับดูแลและรับผิดชอบด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ กำกับดูแลและรับผิดชอบด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ และ ดร.กัลยา อุดมวิทิต ที่กำกับดูแลและรับผิดชอบด้านบริหาร

Nectec Management Team_1

บูรณาการทั้งองค์กรและการทำงาน

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย_2

“จะต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศชั้นสูงของประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานซึ่งหมายถึง การสร้างสาธารณูปโภคด้านเทคโนโลยี” ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค

ดร.ชัย เริ่มให้ข้อมูลด้วยสิ่งที่อยู่ในใจหลังจากที่ทราบว่าได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งใหม่ ผอ.กล่าวว่า “ในวาระของผมมีเรื่องที่ต้องทำในหลายๆ มิติ การที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จได้นั้น สิ่งแรกต้องบูรณาการภายในองค์กรเนคเทค ทั้งเรื่องคนและการทำงาน นักวิจัย รวมไปถึงทีมบริหาร เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ทีมวิจัยต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ในการผลักดันนวัตกรรมหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่เช่นนั้นการนำงานวิจัยที่ทุ่มเทสร้างมาก็จะไม่ถูกใช้งานในวงกว้าง” ดร.ชัย กล่าว

“ผมมองเห็นสิ่งที่เป็นปัญหา หรืออุปสรรคของในการขับเคลื่อนเนคเทคอีกประการ คือ ความต้องการด้านงานวิจัยทั้งจากายนอกและเป้าหมายภายในเองที่มากเกินกำลังของบุคลากร นอกจากนั้นทุกวันนี้เนคเทคต้องทำงานวิจัยด้วยมาตรฐานสูงเพื่อแข่งกับบริษัทระดับโลก ไม่ว่าจะสร้างแพลตฟอร์ม โซลูชั่น หรืออุปกรณ์ต้นแบบที่จะนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจ”

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์รอบด้าน นโยบายของประเทศ หรือเป้าหมายขององค์กร การบริหารงานเนคเทคในวาระของดร.ชัย ได้ตั้งมีวิสัยทัศน์ว่า จะต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศชั้นสูงของประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานซึ่งหมายถึง การสร้างสาธารณูปโภคด้านเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมถึง เครือข่ายอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และข้อมูลที่พร้อมใช้ประโยชน์

“ในยุคต่อจากนี้ไป ข้อมูล จะกลายเป็นสาธารณูปโภคสำคัญที่ภาครัฐจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการ และแจกจ่ายข้อมูลไปตามสิทธิ์อย่างเหมาะสม โดยหมายรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมเติบโต สร้างโอกาสขายไปยังต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คือเรื่องสำคัญ” ดร.ชัย กล่าว

พันธะกิจ 3 ประการ

จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว ได้แปลงเป็นพันธะกิจของเนคเทค 3 ประการ นั่นคือ

ประการแรก เป็นเครื่องจักรสำคัญในการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีให้ประเทศ เพื่อตอบพันธะกิจนี้เนคเทคจึงได้จัดตั้งศูนย์บริการสำคัญที่จะเป็นกลไกในการโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ 2 ศูนย์บริการ ศูนย์แรกคือ ศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer Center) ซึ่งตั้งเป้าหมายที่สามารถรองรับการประมวลผลข้อมูลได้ 150 ล้าน Core Hours ภายใน 3 ปี ด้วยงบราว 800 ล้านบาท สำหรับผู้ใช้งานเป็นกลุ่มนักวิจัยและภาคีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ บิ๊กดาต้า

ศูนย์ที่สองคือ CPS Center หรือศูนย์ถ่ายทอดทอดและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีกายภาพและดิจิทัล เพื่อพัฒนาบุคลากรให้กับเอกชน ด้วยงบประมาณ 300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าสร้างคนให้ได้ 200 คนใน 3 ปี

ประการที่สอง สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์ของการใช้เทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้น เป็นสิ่งที่นักวิจัยจะต้องตระหนัก เพราะระบบนิเวศน์ทางเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดการนำเอางานวิจัยต่างๆ ไปใช้จริงในอุตสาหกรรม มีทั้งการลงทุนต่อยอด เกิดผู้ใช้ มีเอกชนนำไปพัฒนาต่อและเกิดการซื้อ-ขายในเชิงพาณิชย์

และ ประการที่สาม เตรียมความพร้อมงานวิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งมุ่งความสนใจไปที่ 2 เทคโนโลยีหลัก นั่นคือ เทคโนโลยี ควอนตัม (Quantum Technology) ที่นำคุณสมบัติของอะตอมมาใช้ในการประมวลผลคอมพิวเตอร์ ทำให้มีการประมวลผลที่เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาล โดยจะมีการการพัฒนาบุคลากร การให้ทุนการศึกษา และร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ

และ เทคโนโลยี เทระเฮิรตซ์ (Terahertz Technology) ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในความถี่ช่วงหนึ่งที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถทะลุผ่านวัสดุต่างๆ หลายชนิดแต่ไม่ทำอันตรายต่อวัตถุที่มันเคลื่อนที่ผ่าน โดยคาดว่าจะเป็นอนาคตของหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งจะมีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์ การศึกษาประวัติศาสตร์ ใช้ตรวจสอบหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ ในอุตสาหกรรม โดยภายใน 4 ปี น่าจะเห็นแอพพลิเคชั่นที่รองรับการใช้งานด้านนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาที่ความพร้อมของเนคเทคในการขับเคลื่อนพันธะกิจ ดร.ชัย กล่าวว่า “สิ่งที่เนคเทคเชี่ยวชาญ คือ องค์ความรู้ของระบบที่เชื่อมโยงระหว่างโลกไซเบอร์กับโลกกายภาพเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า Cyber-physical Systems หรือ CPS ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญคือ เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ เทคโนโลยีระบบเครือข่าย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่มาพร้อมกับการประมวลผลบิ๊กดาต้า”

Cyber-physical Systems

Cyber-physical Systems

“ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ จะเข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงกระแสความต้องการของการพัฒนาประเทศ เป็นสิ่งที่จะสามารถต่อยอดในระดับแอพพลิเคชั่นที่จำเป็น อาทิ แอพพลิเคชั่นฟาร์มแม่นยำ (Precision Farming) อุตสาหกรรม 4.0 (Smart industry) ระบบสารสนเทศทางการแพทย์ (Health Informatics) เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการศึกษายุคดิจิทัล (Digital Education)” ผู้อำนวยการเนคเทคกล่าว

ขับเคลื่อน 8 เป้าหมาย

4 ปีนับจากนี้ ในวาระของ ดร.ชัย และรองทั้ง 3 คน จะเข้ามาช่วยกันขับเคลื่อน 8 เป้าหมายหลักให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย การบูรณาการข้อมูลประชากร อุตสาหกรรมอัจฉริยะ เซ็นเซอร์คุณภาพสูง การศึกษาอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ เอไอสัญชาติไทย ไอทีเพื่อสุขภาพ และเมืองอัจฉริยะ

ผู้บริหารอธิบายว่าในเป้าหมาย 8 ข้อนั้น ได้ตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าจะต้องเห็นผลอะไรอย่างไรบ้าง เริ่มจาก การบูรณาการข้อมูลประชากร จะต่อยอดฐานข้อมูลให้มีหลายมิติมากขึ้น โดยเป็นการเพิ่มฐานข้อมูลใน TPMAP หรือระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ที่มีการนำบิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์ไปวิเคราะห์หาคนจนเป้าหมายในมิติต่างๆ ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมข้อมูลเข้ามา โดยประชาชนทั่วไปจะสามารถใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบสิทธิของตัวเองจากสวัสดิการ 44 รายการของรัฐ

ขณะที่ เรื่องเกษตรแม่นยำ ได้ตั้งเป้าในการพัฒนาไปสู่ สมาร์ทฟาร์ม ที่มีลักษณะเกษตรแม่นยำสูง สามารถเพิ่มผลผลิตสูง มีการนำเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อม และปัญญาประดิษฐ์ไปใช้งาน การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลการเกษตร การวิเคราะห์ทางการเกษตรด้วยข้อมูลต่างๆ เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ

สำหรับเป้าหมายด้าน อุตสาหกรรมอัจฉริยะ ในระยะเวลา 4 ปี เนคเทคจะเร่งสร้างสายการผลิตตัวอย่าง ลักษณะเป็นโรงงานต้นแบบที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น IoT ในโรงงาน เพื่อให้ภาคเอกชนได้เรียนรู้ และเตรียมตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มของเนคเทค

เป้าหมายด้าน ระบบปัญญาประดิษฐ์ เนคเทคเองได้มีการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยที่เรียกว่า ไทย AI มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเป้าหมายในวาระ 4 ปี จะพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถบริการได้บนคลาวด์ ในความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ อาทิ การประมวลผลภาษาไทย การวิเคราะห์ความรู้สึก ระบบ Chatbot ระบบแปลงอักษรเป็นคำพูด และการวิเคราะห์ภาพ

เป้าหมายด้าน ไอทีเพื่อสุขภาพ คือการพัฒนาบิ๊กดาต้าข้อมูลสุขภาพของประชากร โดยเฉพาะข้อมูลเด็กที่ต้องสร้างมูลค่าให้เห็นสุขภาวะของเด็กไทย รวมถึงโครงการ ไซส์ไทยแลนด์ หรือการวัดค่ามาตรฐานทางกายภาพของคนไทย เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยจะเป็นพัฒนาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในอุตสาหกรรม

อีกเป้าหมายที่เนคเทคเป็น ผู้เล่นหลักในเชิงเทคโนโลยี คือ การสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยเป้าในอีก 3-4 ปีจะพัฒนาแพลตฟอร์ม ด้านความปลอดภัยเมือง รวมถึงการบริหารจัดการจราจร อาศัยการผนวกเอาข้อมูลที่จำเป็นด้านการจราจรเพื่อนำไปปรับใช้กับเมืองเป้าหมายต่างๆ รวมถึงการจัดการขยะในประเทศไทย ตั้งเป้าเป็น Smart Environment  บริหารจัดการเรื่องขยะ สิ่งแวดล้อม และการระบบเก็บขยะอย่างครบวงจรด้วย แพลตฟอร์มบูรณาการข้อมูล

8 เป้าหมายของ NECTEC

วางแนวคิดใหม่เรื่อง การต่อยอดงานวิจัย

“จริงๆ แล้วกระบวนการทำงานที่ผ่านมา เราถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยไปสู่ภาคธุรกิจจำนวนมาก แต่ก็ยังมีการรับรู้อยู่ในวงจำกัด อาจเป็นเพราะกลุ่มผู้ที่ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับความต้องการที่มีมาก คนทั่วไปจึงไม่เห็น การรับรู้ในวงกว้างจึงไม่เกิด” ผอ.ชัย กล่าวถึงประเด็นเรื่องการต่อยอดงานวิจัยไปสู่ตลาดการใช้งานจริง

“ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ  การคิดใหม่ โดยทำให้ผลงานที่ได้จากงานวิจัย กลายเป็นบริการในลักษณะสาธารณูปโภค ที่ต้องใช้งานง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายในกรณีที่หน่วยงานต่างๆ จะเข้ามาทดลองใช้” ดร.ชัยกล่าว “ผมเชื่อว่า สิ่งที่ตามมาจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายแง่มุม ประการแรกคือ นักวิจัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงาน ว่าตัวเองทำหน้าที่อะไร อยู่จุดไหนของซัพพลายเชน ไม่ต้องสนใจว่าเอกชนหรือใครจะมาใช้งานต่อ ซึ่งจุดนั้นจะเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะต้องผลักดัน”

“ประการต่อมาคือ ภาคเอกชนจะเข้ามาเชื่อมต่อเพื่อนำเอางานวิจัยไปใช้งานหรือพัฒนาต่อไปในอนาคตอย่างอัตโนมัติ เพราะโดยบริบทของการแข่งขันด้วยนวัตกรรม ภาคเอกชนจะวิ่งเข้าหาเทคโนโลยีต้นแบบ ด้วยโมเดลฟรีออฟชาร์จ เมื่อไหร่ก็ตามที่สร้างรายได้ๆ เอกชนเหล่านั้นจะกลับมาสนับสนุนงานวิจัยให้เดินหน้าไปได้”

“เมื่อทำได้แบบนั้น ก็จะเกิดการรับรู้ในมุมใหม่ว่า งานวิจัยจะไม่ได้มีประโยชน์แค่ประดับหิ้งอย่างเดียว มันจะหายไปและกลายเป็นตัวเลือกแรกของการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม”

“ในท้ายที่สุดนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยหรือนวัตกรรมพร้อมใช้ ก็จะเข้าถึงทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของบริการ บริการบางอย่างใช้สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ บางบริการสำหรับประชาชนทั่วไปใช้ ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่บริการนั้นๆ เป็นบริการเพื่อประชาชน ประชาชนก็จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในวงกว้างจากการพัฒนาของเนคเทค” ดร.ชัย สรุป

ทำเนียบผู้บริหารเนคเทค

NECTEC Director list

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com