www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • 3 เรื่องด่วนที่ CIO ต้องจัดการ รับมือ COVID-19 การ์ทเนอร์แนะ 3 เรื่องด่วน CIO เร่งจัดการรับมือสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ชี้ต้องมีแผนและการเตรียมตัวที่ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจทั้งหมดและพร้อมนำมาใช้ทันที...
  • Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 “Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 ภายใต้การเกิดขึ้นของ People-Centric Smart Space ตัวกำหนดกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า พนักงาน คู่ค้า สังคม และการดำเนินการทั้งหมดขององค์กร”...
  • Cyber security 2020 “CIO World&Business ได้รวบรวม การคาดการณ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในปี 2563 จาก ผู้ให้บริการระบบการรักษาความปลอดภัยหลายๆ ราย ทั้งจาก พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์, ฟอร์ติเน็ต และ เทรนด์ไมโคร ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหารในสายเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึง C-Level ในสายงานอื่นๆ ทุกคน”...
  • CIO คือ ผู้นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต “ผลการศึกษาฉบับล่าสุดชี้ให้เห็นว่าซีไอโอจะเป็นบุคคลสำคัญในการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต และความสามารถของซีไอโอในการควบคุมเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสร้าง ขับเคลื่อน จัดการ เชื่อมต่อและปกป้อง คือ ปัจจัยสู่ความสำเร็จของธุรกิจ”...
  • ‘DES’ BIG MISSION DIGITIZING THAI ECONOMY เดินหน้าประเทศไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล วิสัยทัศน์ 15 คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม...

พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙

ภาพ: กำพล ศรธนะรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กลต.

พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙
November 11
15:45 2016

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จนถึงปัจจุบันทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินตามพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ด้วยทศพิธราชธรรม มีพระเมตตาต่ออาณาประชาราษฎร์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ด้วยพระปรีชาสามารถและด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ต่อพระราชกรณียกิจทั้งปวง

1ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระอัจฉริยภาพในสรรพศาสตร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่สนพระทัย ใฝ่รู้และทรงศึกษาอย่างจริงจัง ลึกซึ้งในการค้นคว้าวิจัย เพื่อการพัฒนาในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร การชลประทาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญและทรงสนับสนุนการค้นคว้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนพระราชภารกิจมากมาย

พระองค์ทรงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุกสาขาวิชามาใช้ในการพัฒนาทุกแขนง ทรงมุ่งให้เกิดการพัฒนาคนให้อยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ ทุกๆ โครงการที่มีพระราชดำริและประทานให้แก่ประชาชน ล้วนมีวิธีดำเนินการได้ง่าย ไม่ยุ่งยากซ้ำซ้อน มีความสอดคล้องกับระบบนิเวศโดยรวมของธรรมชาติ และสภาพสังคมของชุมชนนั้นๆ ไม่ทรงปิดกั้นเทคโนโลยีใหม่จากต่างประเทศแต่ทรงเน้นว่าจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงใช้ได้ดีพอ เหมาะกับสภาพและฐานะของประเทศ โดยเน้นที่ประสิทธิภาพ ประหยัดและการทุ่นแรงงาน

ในการที่ทรงนำเทคโนโลยีความรู้ต่างๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ อันเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและนานาประเทศทั่วโลก เมื่อ พ.ศ.2543 คณะรัฐมนตรี จึงมีมติเห็นชอบถวายการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2543 พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ 19 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันเทคโนโลยีของไทย” ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงอำนวยการสาธิตฝนเทียมสูตรใหม่ครั้งแรกของโลก

องค์พระผู้ทรงจุดประกายไอที

หนังสือพิมพ์ San Jose Mercury ของรัฐ California สหรัฐอเมริกา ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 รายงานข่าวการเสด็จเยือนโรงงานของบริษัท IBM Computer ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

โดยรายงานอย่างชื่นชมว่าพระองค์ทรงสนพระทัยงานของ IBM อย่างแท้จริง กันเอง ไม่มีพิธีการหรือราชองครักษ์ห้อมล้อมปกป้อง ซึ่งในขณะนั้นทั้งประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ยังไม่มีการติดตั้งคอมพิวเตอร์เลยพระวิสัยทัศน์ในการเสด็จประพาสโรงงานไอบีเอ็มครั้งนั้นเป็นการจุดประกายให้วงการคอมพิวเตอร์ของไทยคิดถึงการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติให้ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว

2

หลังจากทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชแล้ว ได้มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องไอบีเอ็ม พีซี พระองค์ท่านทรงสนพระทัยในการศึกษาการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดต่างๆ บางครั้งได้ทรงเปิดเครื่องออกดูระบบภายในเครื่องด้วยพระองค์เอง ทรงปรับปรุงซอฟต์แวร์เครื่องไอบีเอ็ม พีซี ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ อาทิ ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ชื่อ CU Writer 2529 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ม.ล.อัศนี ปราโมช เป็นผู้ซื้อคอมพิวเตอร์ Macintosh Plus ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

ในสมัยนั้นถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุด เหตุผลในการเลือกเครื่องนี้ เนื่องจากสามารถเก็บและพิมพ์โน้ตเพลงได้ สามารถเรียนรู้แล้วใช้งานได้ไม่ยาก ทั้งยังอาจเชื่อมต่ออุปกรณ์พิเศษสำหรับเล่นดนตรีตามโน้ตเพลงที่เก็บไว้ได้ด้วย ตั้งแต่นั้น พระองค์ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในงานส่วนพระองค์ทางด้านดนตรี โดยทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการป้อนโน้ตเพลงและเนื้อร้อง

หลังจากที่พระองค์ท่านได้ทรงศึกษา และใช้คอมพิวเตอร์ทำโน้ตดนตรีแล้ว ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 ทรงทดลองใช้โปรแกรม “Fontastic” สิ่งที่ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษคือการประดิษฐ์ตัวอักษรไทย ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยหลายแบบ เช่นแบบจิตรลดา แบบภูพิงค์ ฯลฯ

ทรงสนพระทัยประดิษฐ์อักษรขนาดใหญ่ที่สุดจนถึงขนาดเล็กที่สุด ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคมพ.ศ. 2530 ได้ทรงหันมาศึกษาการใช้คอมพิวเตอร์แสดงตัวเทวนาครีบนจอภาพ หรือที่พระองค์ท่านทรงเรียกว่า “ภาษาแขก” ซึ่งจัดทำได้ยากกว่าตัวอักษรภาษาไทย เพราะตัวอักษรเทวนาครีนั้นรูปแบบไม่คงที่ กล่าวคือ ถ้านำส่วนหนึ่งของอักษรนำมาต่อรวมกับอีกส่วนหนึ่งของอักษร จะเกิดอักษรใหม่ขึ้น และโปรแกรมที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้นมีตัว phonetic symbols

การสร้างตัวอักษรเทวนาครีนั้น ทรงเริ่มเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2530 ทรงศึกษาตัวอักษรเทวนาครีด้วยพระองค์เอง จากพจนานุกรมและตำราภาษาสันสกฤต และทรงสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลีสันสกฤต เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและท่านองคมนตรี ม.ล.จิรายุ นพวงศ์ ซึ่งจะต้องตรวจสอบตัวอักษรที่ทรงสร้างขึ้น โปรแกรมดังกล่าวออกแสดงเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530

ตัวอย่างอักขระคอมพิวเตอร์เทวนาครี

นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,472,900 บาท ให้มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำโครงการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาโดยได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาฉบับคอมพิวเตอร์นี้ด้วยพระองค์เอง และมีพระบรมราชวินิจฉัยและพระราชวิจารณ์ในการออกแบบโปรแกรม สำหรับใช้ในการสืบค้นข้อมูลขณะนี้ได้พัฒนาเสร็จแล้วในชื่อ BUDSIR IV ซึ่งมีข้อมูลประมาณ 450 ล้านตัวอักษร

ปัจจุบัน สำนักคอมพิวเตอร์ ได้เริ่มโครงการพัฒนาโปรแกรมพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ ฉบับภาษาไทย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั่วโลกได้ศึกษา อันจะเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้งานโปรแกรมนี้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

ส.ค.ส. พระราชทาน

8

พระองค์ทรงใช้คอมพิวเตอร์ในการทรงพระอักษร นอกจากรายละเอียดด้านพระราชภารกิจแล้ว ทรงเก็บบทพระราชนิพนธ์ต่างๆ เช่น เรื่อง “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” ด้วยคอมพิวเตอร์ และในวารดิถีขึ้นปีใหม่ นอกจากจะพระราชทานพรปีใหม่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี ทรงปลีกเวลาจากพระราชกรณียกิจมาปรุแถบโทรพิมพ์ (เทเล็กซ์) พระราชทานพรปีใหม่แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายงานโดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า “กส. 9” เช่นเดียวกับที่ทรงใช้ติดต่อทางวิทยุสื่อสาร ดังที่ทรงระบุท้ายโทรพิมพ์ว่า “กส. 9 ปรุ” ส.ค.ส.พระราชทานที่เป็นโทรพิมพ์เหล่านี้เริ่มเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อปี 2530

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น จึงทรงเริ่มต้นประดิษฐ์ ส.ค.ส. พระราชทานด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์เมื่อปี 2531 โดยทรงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ขาวดำ และโปรดให้โทรสาร (แฟกซ์) ไปยังหน่วยงานต่างๆข้อความใน ส.ค.ส. พระราชทานแต่ละปีจะประมวลขึ้นจากเหตุการณ์บ้านเมืองเพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ในภายหลัง หนังสือพิมพ์รายวันจึงนิยมนำ ส.ค.ส. พระราชทาน ลงตีพิมพ์ในฉบับเช้าวันที่ 1 มกราคม

นับแต่ทรงใช้คอมพิวเตอร์ประดิษฐ์ ส.ค.ส. พระราชทาน ทรงเปลี่ยนแปลงคำลงท้ายของ ส.ค.ส. พระราชทานเป็น “ก.ส. 9 ปรุง” เนื่องจากทรงเปลี่ยนจากการ “ปรุ” ด้วยโทรพิมพ์ เป็นการ “ปรุง” ด้วยคอมพิวเตอร์ ถัดจากนั้น จะทรงระบุวันและเวลาที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นเป็นรูปแบบเฉพาะ

21อนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2548 นั้น มิได้พระราชทาน ส.ค.ส. โดยมีข่าวในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ว่า ท่านขวัญแก้ว วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ตนได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่พระองค์จะพระราชทานพระราชดำรัสในวันปีใหม่ ซึ่งหลังจากพระองค์พระราชทานเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสว่า “ปีใหม่ปีนี้ไม่มี ส.ค.ส. พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักในการให้ความช่วยเหลือประชาชนชาวใต้ที่ได้รับความเดือดร้อน” ท่านขวัญแก้ว กล่าวอีกว่า พระองค์ทรงตรัสว่า พระองค์ทรงรู้สึกปลื้มใจที่คนไทยไม่ทิ้งกัน เวลาเดือดร้อนก็ช่วยเหลือกัน เป็นเรื่องที่ดีมากๆ

9

สถานีวิทยุ อ.ส.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เมื่อครั้งยังเยาว์ ซึ่งพระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ได้ทรงซื้ออุปกรณ์เครื่องรับวิทยุ ซึ่งมีวางขายเลหลังราคาถูกทรงประกอบเป็นเครื่องรับวิทยุชนิดแร่ สามารถรับฟังวิทยุกระจายเสียงในยุโรปได้หลายแห่ง ต่อมาเมื่อกิจการวิทยุเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ได้นำหลอดวิทยุมาใช้ในเครื่องรับ-ส่งวิทยุและเครื่องขยายเสียง และพระองค์ท่านก็ได้ทรงทดลองอุปกรณ์แบบใหม่นี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร ในปี พ.ศ. 2495 พระองค์ได้ทรงตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. ขึ้นที่พระราชวังสวนดุสิต และชื่อสถานีวิทยุดังกล่าวได้ทรงนำมาจากอักษรย่อของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ออกอากาศครั้งแรก ต่อมาจึงย้ายสถานีวิทยุ อ.ส. เข้าไปตั้งในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

สถานีวิทยุ อ.ส. เมื่อแรกตั้งเป็นสถานีเล็กๆ มีเครื่องส่ง 2 เครื่องขนาดที่มีกำลังส่ง 100 วัตต์ ออกอากาศด้วยคลื่นสั้นและคลื่นยาวในระบบ AM พร้อมๆ กัน เครื่องส่งรุ่นแรกนี้เป็นเครื่องที่ กรมประชาสัมพันธ์ทูลเกล้าฯ ถวายและติดตั้งให้ด้วยเมื่อออกอากาศไปได้ระยะหนึ่ง และในระบบคลื่นสั้นก็มีจดหมายรายงานผลการรับฟังเข้ามาจากหลายประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาเยอรมนี เป็นต้น

ดังนั้น จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขยายกำลังส่ง โดยมีชื่อรหัสสถานีว่า HS1AS ในปี พ.ศ. 2525 สถานีวิทยุ อ.ส. ได้เพิ่มการส่งกระจายเสียงในระบบ FM ขึ้นอีกระบบหนึ่ง ในการขยายด้านกำลังส่งนั้นอุปกรณ์ต่างๆ ล้วนแต่มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อให้สถานีวิทยุ อ.ส. สามารถบริการประชาชนได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น อาจถือได้ว่าเป็นสถานีวิทยุเอกชนเพียงแห่งเดียวที่สามารถกระจายเสียงคลื่นสั้นได้ ทั้งนี้เพราะถือว่าเป็นเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์

พระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์ที่ทรงตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. เพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรมีช่องทางในการติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้นไม่ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนตามพิธีการเหมือนในสมัยก่อน ทรงใช้สถานีวิทยุเพื่อเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ติดต่อข่าวสารกับประชาชน และเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และประชาราษฎร์ที่ทรงแสดงให้ทราบถึงใจรักที่พระองค์ท่านพระราชทานให้กับประชาชนทั่วทุกคน

พระอัจฉริยภาพด้านการสื่อสารสู่พระราชกรณยีกิจเพื่อปวงประชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยด้านการสื่อสารตั้งแต่ทรงพระเยาว์ “…ทรงทดลองต่อสายไฟพ่วงขนานกับลำโพงขยาย ของเครื่องรับวิทยุส่วนพระองค์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดน ยี่ห้อ ‘Centrum’ จากห้องที่ประทับพระองค์ท่านไปยังห้องที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทั้งสองพระองค์ทรงพอพระทัยในบริการเสียงตามสายไม่น้อย” (สุชาติ เผือกสกนธ์, วันสื่อสารแห่งชาติ : 2530)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงอุทิศพระองค์ พระอัจฉริยะและพระอุตสาหะทั้งมวล เพื่อราษฎรในทุกภูมิภาค พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาด้านระบบวิทยุสื่อสารอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวคือสามารถรับส่งได้ไกลยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงใช้เครื่องมือสื่อสารพกติดพระองค์ เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงขาดไม่ได้คือการสดับตรับฟังข่าวทุกข์สุขของประชาชน

ดังเช่น ในระหว่างการเสด็จเยี่ยมราษฎรได้ทรงพบว่า มีผู้ใดที่กำลังป่วยเจ็บจำเป็นต้องบำบัดรักษา จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะแพทย์ผู้ตามเสด็จดูแลตรวจรักษาทันที ในบางรายที่มีอาการป่วยหนัก จำเป็นต้องส่งตัวเข้าบำบัดรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่นหรือโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครโดยเร็ว หากมีเวลาเพียงพอ พระองค์ท่านจะรับสั่งผ่านทางวิทยุถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจตระเวนชายแดนขอรับการสนับสนุนเรื่องการขนส่ง เช่นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อนำผู้ป่วยเจ็บส่งยังที่หมายปลายทางด้วยพระองค์เอง

นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำระบบสื่อสารแบบถ่ายทอดสัญญาณ หรือ Repeater ซึ่งเชื่อมต่อทางวงจรทางไกลของ องค์การโทรศัพท์ฯ ให้มูลนิธิแพทย์อาสาฯ (พอ.สว.) นำไปใช้เพื่อช่วยเหลือรักษาพยาบาลแก่ผู้เจ็บป่วยในท้องถิ่นห่างไกล

ในเรื่องการปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงพระราชทาน ในการปฏิบัติระยะแรกๆ ได้ประสบปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ไม่ทราบล่วงหน้า ซึ่งนักบินผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำแก้ไขโดยฉับพลัน เนื่องจากยังไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติการด้วยกัน จึงเป็นเหตุให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควรกล่าวคือฝนไม่ตกในที่เป้าหมายบ้าง ตกน้อยหรือไม่ตกตามที่คิดบ้าง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสดับตรับฟังข่าวการปฏิบัติการฝนเทียมทุกครั้ง และทรงทราบถึงปัญหาสำคัญคือ การขาดการติดต่อสื่อสารที่ดี จึงโปรดเกล้าฯ ให้ติดตั้งวิทยุให้แก่หน่วยปฏิบัติการฝนเทียม ทั้งทางอากาศและทางภาคพื้นดิน

13

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระราชดำริพัฒนาสายอากาศสื่อสาร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาการที่เกี่ยวกับการสื่อสารตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงสามารถตรวจซ่อม ปรับแต่งเครื่องวิทยุด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงใช้เครื่องวิทยุสื่อสารขณะทรงพระราชกรณียกิจอยู่อย่างเสมอ และได้ทรงทดลอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งสัญญาณเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างชัดเจน

พระองค์ทรงพระราชทานพระราชดำริให้ผู้มีความเชี่ยวชาญไปค้นคว้าพัฒนาสายอากาศและพระราชทานแบบให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนำไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบสื่อสาร

รศ.ดร.สุธี อักษรกิตติ์ ซึ่งในปี พ.ศ.2549 นี้ เป็นอุปนายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ซึ่ง ศ.ดร.ศรีศักดิ์ เป็นนายกสมาคม และรศ.ดร.สุธี เคยเป็นคณบดีวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งศ.ดร.ศรีศักดิ์ เป็นประธานคณะ รศ.ดร.สุธีได้เล่าให้ฟังเรื่องสายอากาศตามพระราชดำริ คือ สุธี 1, สุธี 2, สุธี 3 และ สุธี 4

เมื่อ พ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ผศ.ดร.สุธี อักษรกิตติ์ ซึ่งเป็นคณบดีวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และช่วยราชการศูนย์วิจัยและพัฒนาทหารในขณะนั้น เข้าเฝ้าฯ พระราชทานพระราชดำริให้ออกแบบก่อสร้างสายอากาศที่ดีกว่าที่มีใช้ในขณะนั้น แทนที่จะปรับปรุงเครื่องวิทยุซึ่งยากกว่าการปรับปรุงสายอากาศ

14สายอากาศ สุธี 1 มีความถี่ 145-175 เมกะเฮิรตซ์ หมุนได้รอบตัวเพื่อหาทิศทาง ในห้องทรงงานมีแผนที่แสดงชัดเจนว่าติดต่อเครื่องที่ใดอยู่ ติดต่อได้ไกล อาทิ จากกรุงเทพฯ ถึงหัวหินใช้ได้กับวิทยุทั้ง 22 เครื่อง ที่ทรงใช้อยู่ขณะนั้นสัญญาณจางหายได้ไม่เกินร้อยละ 1 (มาตรฐานทางพาณิชย์ทั่วไปให้ได้ถึงร้อยละ 10)

สายอากาศ สุธี 2 เป็นแบบจุดต่อจุด(Port-to-Port) ใช้กับโทรศัพท์มือถือติดต่อได้ไกลมาก อาทิ จากกรุงเทพฯ ถึง เชียงใหม่ถึง พ.ศ.2549 ก็ยังไม่มีสายอากาศเชิงพาณิชย์แบบนี้

สายอากาศ สุธี 3 หมุนได้รอบตัวทิศเหนือ จาก กรุงเทพฯ ถึง พิษณุโลก ทิศใต้จาก กรุงเทพฯ ถึง สุราษฎร์ธานี ทิศตะวันออก จาก กรุงเทพฯ ถึง ตราด ทิศตะวันตกจาก กรุงเทพฯ ถึง กาญจนบุรี

สายอากาศ สุธี 4 สามารถแก้ปัญหาการจางหาย (Fading) ของสัญญาณในบางขณะ เนื่องจากสภาพอากาศ จัดขั้วคลื่นแบบคู่ (Dual Polarization) ทั้งแนวตั้งแนวนอน และผสมทั้งสองแนว

“ครูตู้” ครูพระราชทาน สัญญาณจากฟ้า

ดาวเทียมไทยคมนับว่า เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การสื่อสารโทรคมนาคมของไทยก้าวสู่ยุคแห่งความล้ำหน้า โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริในการเพื่อแก้ปัญหาการจัดการศึกษา การขาดแคลนครู การสร้างโอกาสที่เยาวชนผู้เป็นกำลังสำคัญของชาติจะได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันโครงการนั้นคือ “การจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม”

เมื่อมีโอกาสได้บรรยายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายโอกาสทางการศึกษาด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียมหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นายขวัญแก้ว วัชโรทัย จึงได้จัดทำโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมขึ้น เพื่อสนองพระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความว่า “การจัดการศึกษา ให้อบรมบ่มนิสัยนักเรียนเป็นคนดี มีเมตตากรุณา ให้นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนจนสุดความสามารถ เมื่อเรียนจบถึงระดับใดแล้วให้มีความสามารถนำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนได้”

23การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ “ครูตู้” จึงเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อถ่าย ทอดการเรียนการสอนหลักสูตรขั้นพื้นฐานจากโรงเรียนวังไกลกังวล โดยมีรายการสอนภาษาต่างประเทศ รายการสารคดีพระราชทาน “ศึกษาทัศน์” และสารคดีต่างประเทศอีกมากมายเข้ามา

นักเรียนในทุกระดับชั้นในถิ่นทุรกันดารจึงได้รับโอกาสในการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทั้งประเทศเพราะครูตู้ สอนโดยครูคนเดียวกัน เวลาเดียวกัน คุณภาพเดียวกันผู้เรียนสามารถนำกำลังความรู้ที่ได้รับอย่างเต็มเปี่ยมนี้ กลับไปเพิ่มพูนสติปัญญาตามศักยภาพ เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงสร้างแนวทางการประกอบอาชีพที่เหมาะสมในอนาคตได้

ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ดำเนินการขยายผลการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมไปยังโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ จำนวน 15,369 โรงเรียนโดยรับสัญญาณการจัดการเรียนการสอนจากโรงเรียนวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

 

ภาพและบทความเรียบเรียงจาก

สำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน เครือข่ายกาญจนาภิเษก และ กำพล ศรธนะรัตน์

 

Related Articles

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com