www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

HPE 2019 ยุทธศาสตร์ใหม่ ยุค Hybrid World

HPE 2019 ยุทธศาสตร์ใหม่ ยุค Hybrid World
November 22
18:38 2018

สัมภาษณ์พิเศษ พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) หลังการปรับยุทธศาสตร์ HPE Next ทั่วโลก เสริมประสิทธิภาพบุคลากร ปฏิรูปกระบวนการภายใน เพิ่มความคล่องตัวการขาย เดินหน้าทรานส์ฟอร์เมชั่นลูกค้าด้วยไฮบริดไอที

ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ HPE มีการปฏิรูปองค์กรครั้งสำคัญภายใต้โครงการที่เรียกว่า HPE Next โดยวางเป้าหมายไว้คือการสร้างองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน พร้อมก้าวเป็นผู้นำในธุรกิจด้วยการปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานให้คล่องตัวมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนขององค์กรลง

HPE1 662x190

เป็นการสำคัญอีกครั้งหนึ่งหลังจาก อันโตนิโอ เนรี ซีอีโอของ HPE ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและได้ประกาศย้ำเรื่องวิสัยทัศน์และทิศทางของ HPE ในวาระต่อจากนี้ว่า “HPE จะเป็นบริษัทที่เข้ามาช่วยสร้างสมดุลของการใช้ชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี (Advance the way we all live and work) เพราะการมีส่วนช่วยให้องค์กรธุรกิจประสบความสำเร็จในการปฏิรูปในยุคดิจิทัลนั้นถือเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในการใช้ชีวิตในการทำงาน และผลประกอบการในเชิงธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

”การประกาศทิศทางในครั้งนี้ เป็นทิศทางที่ HPE เดินพร้อมกันทั่วโลก เหมือนเป็นการโยนสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกโมดิฟายเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น และปรับหางเสือตรงไปยังเป้าหมาย ให้เดินไปสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจไอทีอีกครั้ง

HPE Next เดินหน้าปฏิรูปทั้งองค์กร
พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)ได้ขยายความถึงการปฏิรูปองค์กร ว่าจะประกอบไปด้วยกลไกอะไร วิธีการที่เปลี่ยนไปจะสร้างแต้มต่อในรูปแบบใด โดยอธิบายว่า “การที่ HPE จะเร่งกระบวนการของทรานส์ฟอร์เมชั่นนั้น มีองค์ประกอบอยู่ 3 ด้านด้วยกัน ด้านแรกคือเทคโนโลยี มุมมองของ HPE ในยุคต่อจากนี้ไป จะเป็นองค์กรที่รวบรวมเอาระบบอัจฉริยะต่างๆผ่านการควบคุมด้วยโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้วยซอฟต์แวร์ และหลักการทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า Edge to Cloud เข้ามาช่วยในองค์กรธุรกิจ”

“Edge to Cloud ตั้งอยู่บนหลักการของการประมวลผลแบบไม่รวมศูนย์ (Distributed) โดยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป คำว่า Edge หรืออุปกรณ์ปลายทางจะมีความสำคัญมาก จะต้องมีความฉลาดไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทดีไวซ์ หรือเซ็นเซอร์ต่างๆโดยอาศัยการประมวลผลที่ทรงประสิทธิภาพและรวดเร็วได้ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ทันต่อการตัดสินใจก่อนที่จะเชื่อมต่อและส่งการประมวลผลกลับเข้าสู่คลาวด์”

1“HPE วางจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนในเรื่อง Edge to Cloud เราได้มีการวางแผนการลงทุนราว 4 พันล้านดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีและการให้บริการในระยะ 4 ปีข้างหน้านี้ การลงทุนมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าที่จะนำข้อมูลจากอุปกรณ์ปลายทางไปสู่ Cloud ทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ ที่สามารถนำมาวิเคราะห์กลั่นกรองข้อมูลนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจ เช่น Smart Hospital หรือ Autonomous Car เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างคนและอุปกรณ์ปลายทางต่างๆ สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้แก่ผู้ใช้งาน อีกทั้งยังมีการใช้ AI และ Machine Learning ในการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองการบริการได้อย่าง Real Time ได้อีกด้วย”

ด้านที่ 2 คือ ความสามารถของคน กระบวนการและวัฒนธรรม ข้อนี้มุ่งประเด็นไปที่การสร้างทักษะใหม่ให้บุคลากรเพราะการเดินเข้าสู่ธุรกิจยุคดิจิทัลของ HPE ต้องอาศัยคนที่มีความสามารถด้านดิจิทัลตลอดจนกระบวนการและวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่จะต้องเกี่ยวเนื่องและปรับไปพร้อมกัน

CEO ของ HPE ถือว่าเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในองค์กรอย่างแท้จริง เพราะเข้ามาดำเนินการเอง เป็นคนริเริ่มเปลี่ยนกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรมีการปรับขั้นตอนให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้เร็วขึ้น แล้วก็ถูกต้องแม่นยำขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างของหน่วยธุรกิจจากเดิมที่มีลักษณะแยกกันเป็นไซโล ก็จัดกลุ่มใหม่ให้โครงสร้างที่กระชับมากขึ้น

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เราจะต้องสร้างวัฒนธรรมที่จะสามารถเดินไปพร้อมๆกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ คือการที่เราทรานส์ฟอร์มตัวเองไม่สามารถสำเร็จเพียงการปรับเพียงครั้งเดียว การทรานส์ฟอร์มของเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลาแล้วต้องทำอย่างต่อเนื่องสามประสานที่สาคัญในเรื่องนี้คือ วัฒนธรรมกระบวนการและบุคลากรของ HPE จะต้องมารองรับกับการทรานส์ฟอร์มตรงนี้ด้วย”

“ซึ่งหลังจากการปรับกระบวนทัพครั้งนี้ หมายความว่า HPE จะกลายเป็นองค์กรไอทีที่มีความพร้อมทั้งเทคโนโลยี บุคลากรวิธีการทำงานทักษะการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงานซึ่งนั่นทำให้เกิดวัฒนธรรมที่สอดรับกับตลาดและความต้องการ เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้สามารถทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็น AI Machine Learning, IoT, Big Data ก็คงต้องเข้ามาเป็นเครื่องมือเป็นเทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยในการตอบโจทย์ในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ” พลาศิลป์ กล่าว

พลาศิลป์

พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ

ด้านที่ 3 ปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจการลงทุนตามความต้องการของลูกค้า ประเด็นนี้หมายถึง HPE จะต้องมียุทธศาสตร์การลงทุนที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างอย่างเช่น การปรับรูปแบบการขายสินค้าที่เปลี่ยนไปเป็นบริการ (Everything as a Service) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในเชิงของความคล่องตัวด้านการเงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเร็วของโครงการต่างๆ ตัวเลขทางบัญชี และผลประกอบการทางธุรกิจ

“ปัจจัยสำคัญที่ HPE สามารถปรับกระบวนการ เป็นเพราะว่ามีโซลูชั่นที่เรียกว่า Green Lake ซึ่งเป็นบิสซิเนสโมเดลแบบใหม่ในลักษณะ Pay per use เข้ามาแทนที่รูปแบบการขายอุปกรณ์ตามปกติ ลูกค้าสามารถใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Software และเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ เน็ตเวิร์ครวมถึงแอพพลิเคชั่น ซึ่งการคิดค่าบริการเป็นไปในรูปแบบจ่ายตามการใช้งานจริง สามารถเพิ่มหรือลด Capacity ได้ตามต้องการ”

“บิสซิเนสโมเดลแบบ Pay per use เป็นรูปแบบบริการที่จะเข้าไปตอบโจทย์ของลูกค้า ในการลงทุนมีความยืดหยุ่นในการทำงานและความเชื่อมั่นเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพราะว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะตั้งอยู่ ณ สถานที่ของลูกค้า ข้อมูลต่างๆไม่ได้ถูกถ่ายโอนหรือส่งผ่านไปยังนอกองค์กร”

เดินหน้าทรานส์ฟอร์เมชั่นด้วยไฮบริดไอที
ผู้บริหารอธิบายว่า จากสภาพแวดล้อมของการปรับตัวทางธุรกิจ HPE มองเห็นประเด็นสำคัญด้านความต้องการของระบบไอที โดยยืนยันว่า โครงสร้างพื้นฐานแบบผสมผสาน หรือไฮบริดไอทีเป็นคำตอบสำหรับการพัฒนาและการแข่งขัน หลายๆองค์กรพยายามหาส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างพับลิคคลาวด์ ไพรเวทคลาวด์ และระบบ Traditional IT

“ส่วนผสมตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ตัดสินว่าคุณสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ขนาดไหน และมีความรวดเร็วในการตอบสนองโจทย์ของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งทาง HPE มีความพร้อม เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีที่สามารถนำเอาการใช้ไฮบริดไอทีมาช่วยเป็นเครื่องมือในการดำเนินการธุรกิจของลูกค้า”

“จากแนวโน้มความต้องการเรื่อง ไฮบริดไอที และการปรับยุทธศาสตร์ขององค์กร 3 ด้าน นั่นหมายความว่าในปี 2019 ทาง HPE จะใช้องค์ประกอบดังกล่าว ในการช่วยลูกค้าทรานส์ฟอร์มไปสู่ธุรกิจดิจิทัล โดยมีแผนการดำเนินงานคือ การตั้งทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะขึ้นมา 2 ทีม”

“ทีมแรกคือ ทีมที่ปรึกษาเรื่องไฮบริดคลาวด์ หรือ Multi-cloud จะเป็นทีมงานที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้และพร้อมที่จะเข้าไปช่วยให้คำปรึกษาด้านไฮบริดคลาวด์ ซึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมา HPE มีประสบการณ์มากขึ้นที่สามารถเข้าไปช่วยองค์กรหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ดังที่ผ่านมา HPE ได้รับเลือกจากหน่วยงานสำคัญๆของภาครัฐตั้งแต่ระดับกระทรวง หน่วยงานความมั่นคง เหล่าทัพ รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการด้านไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลุ่มโทรคมนาคมและการสื่อสาร รวมถึงกลุ่มการเงินการธนาคารทั้งของรัฐและเอกชนล้วนให้ความไว้วางใจให้ HPE ได้มีโอกาสในการเป็นที่ปรึกษาและดำเนินการทำทรานส์ฟอร์มองค์กรและธุรกิจ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดคลาวด์ หรือ Multi-cloud และก็ยังมองว่ายังมีองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศหลายแห่ง ซึ่งมีความต้องการที่จะทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่ดิจิทัล”

“ทีมที่ 2 คือทีมที่ปรึกษาเรื่อง IoT และ AI โดยวางตัวผู้ที่มีประสบการณ์และความสามารถเข้ามาช่วยลูกค้าในการที่จะสร้างโซลูชั่นผนวกกับสร้างอีโคซิสเต็มระหว่าง HPE พาร์ทเนอร์ และลูกค้า ในการที่จะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ธุรกิจความต้องการของลูกค้าแบบเจาะจงในแต่ละอุตสาหกรรม”

“โดยมองเป้าหมายไว้ที่ การช่วยทรานส์ฟอร์มธุรกิจของกลุ่มองค์กรธุรกิจ ในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มราชการหรือว่ากลุ่มองค์กรขนาดกลางซึ่งมีความพร้อมและความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปองค์กรไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต ค้าปลีกหรือบริการท่องเที่ยวโรงแรม โรงพยาบาลกลุ่มผู้จัดจำหน่ายสินค้า รวมถึงธุรกิจขนส่ง”พลาศิลป์ กล่าว

ความเร็ว คือความท้าทายของทุกธุรกิจ
“ผมตั้งข้อสังเกตว่าธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นความเร็วเป็นเรื่องสำคัญมาก ความเร็วจะเป็นตัวตัดสินเลยว่าเราสามารถที่จะดำรงอยู่ในยุคปัจจุบันได้หรือไม่ องค์กรเองจะต้องมีการปรับตัว สามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายได้อยู่ตลอดเวลาและจะต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและตรงความต้องการเพื่อสนับสนุนให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว”

2เรื่องความเร็วทางธุรกิจนั้น สมัยก่อนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต้องใช้เวลานานราว 6 เดือน บางครั้งอาจนาน 1-2 ปี แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นแค่สัปดาห์จะต้องมีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ออกมาสู่ตลาด สร้างโอกาสในการลองผิดลองถูก สามารถที่จะทดสอบตลาดได้ก่อนซึ่งถ้าได้ผลดี วงจรการขาย การทำกำไรก็จะเกิดขึ้นเร็ว ถ้าล้มเหลวก็แค่ในระยะเวลาสั้น

“ผมมองว่าความเร็วในการดำเนินธุรกิจจะเป็นเรื่องสำคัญมาก ธุรกิจในยุคนี้และยุคต่อไปซึ่งไม่ว่าจะเป็น HPE ก็ดี หรือองค์กรธุรกิจต่างๆ ก็ดี ทุกคนต้องโฟกัสที่ความเร็วและความยืดหยุ่น เพราะฉะนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สามารถตอบสนองตอบกับในเรื่องตรงนี้ได้ก็จะเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับทุกๆ องค์กร”

สิ่งที่พลาศิลป์ มองไปข้างหน้าคือ การเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของลูกค้า ถือเป็นความสำเร็จของ HPE เช่นกัน ดังนั้น พนักงาน HPE ทุกคนจึงยึดถือหลักการ “Customer First Customer Last” เพื่อที่จะสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดกับลูกค้าของเรา และพลาศิลป์ ยังย้ำว่า ทุกองค์กรต้องตระหนักในเรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อตอบโจทย์ของความท้าทายใหม่ๆในโลกดิจิทัลซึ่งการทรานส์ฟอร์เมชั่นในองค์กรธุรกิจมันเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สิ่งสำคัญคือคนที่เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดทั่วทั้งองค์กร นอกเหนือไปจาก CIO หรือ CTO แล้ว เบอร์หนึ่งขององค์กรอย่างCEO ก็ต้องเข้ามาเล่นบทบาทนี้อย่างเต็มตัว

“HPE เราเดินหน้าปฏิรูปองค์กรให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ด้วยจุดแข็งของเราด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation) ที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน เรามีการพัฒนาคน สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ปรับกระบวนการทางธุรกิจ และเพิ่มความคล่องตัวในเชิงของการเงินและรูปแบบการขาย เป็นปัจจัยหลักสำคัญในการช่วยเร่งความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์เมชั่นของทุก องค์กร” พลาศิลป์ กล่าวปิดท้าย

อ่านไฟล์ Pdf.

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_1

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget

Categories

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com