www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 “Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 ภายใต้การเกิดขึ้นของ People-Centric Smart Space ตัวกำหนดกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า พนักงาน คู่ค้า สังคม และการดำเนินการทั้งหมดขององค์กร”...
  • Cyber security 2020 “CIO World&Business ได้รวบรวม การคาดการณ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในปี 2563 จาก ผู้ให้บริการระบบการรักษาความปลอดภัยหลายๆ ราย ทั้งจาก พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์, ฟอร์ติเน็ต และ เทรนด์ไมโคร ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหารในสายเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึง C-Level ในสายงานอื่นๆ ทุกคน”...
  • CIO คือ ผู้นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต “ผลการศึกษาฉบับล่าสุดชี้ให้เห็นว่าซีไอโอจะเป็นบุคคลสำคัญในการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต และความสามารถของซีไอโอในการควบคุมเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสร้าง ขับเคลื่อน จัดการ เชื่อมต่อและปกป้อง คือ ปัจจัยสู่ความสำเร็จของธุรกิจ”...
  • ‘DES’ BIG MISSION DIGITIZING THAI ECONOMY เดินหน้าประเทศไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล วิสัยทัศน์ 15 คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม...
  • สร้างกำไรธุรกิจ ยุค Digital Disruption ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบ eProcurement สัมภาษณ์พิเศษ อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พันธวณิช จำกัดกับการเปลี่ยนบทบาทของการจัดซื้อมาเป็นเชิงรุก จะทำให้องค์กรได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง นั่นหมายถึง Profit Margin ที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่ารายได้จะยังคงเดิมก็ตาม...

HPE 2019 ยุทธศาสตร์ใหม่ ยุค Hybrid World

HPE 2019 ยุทธศาสตร์ใหม่ ยุค Hybrid World
November 22
18:38 2018

สัมภาษณ์พิเศษ พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) หลังการปรับยุทธศาสตร์ HPE Next ทั่วโลก เสริมประสิทธิภาพบุคลากร ปฏิรูปกระบวนการภายใน เพิ่มความคล่องตัวการขาย เดินหน้าทรานส์ฟอร์เมชั่นลูกค้าด้วยไฮบริดไอที

ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ HPE มีการปฏิรูปองค์กรครั้งสำคัญภายใต้โครงการที่เรียกว่า HPE Next โดยวางเป้าหมายไว้คือการสร้างองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน พร้อมก้าวเป็นผู้นำในธุรกิจด้วยการปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานให้คล่องตัวมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนขององค์กรลง

เป็นการสำคัญอีกครั้งหนึ่งหลังจาก อันโตนิโอ เนรี ซีอีโอของ HPE ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและได้ประกาศย้ำเรื่องวิสัยทัศน์และทิศทางของ HPE ในวาระต่อจากนี้ว่า “HPE จะเป็นบริษัทที่เข้ามาช่วยสร้างสมดุลของการใช้ชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี (Advance the way we all live and work) เพราะการมีส่วนช่วยให้องค์กรธุรกิจประสบความสำเร็จในการปฏิรูปในยุคดิจิทัลนั้นถือเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในการใช้ชีวิตในการทำงาน และผลประกอบการในเชิงธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

”การประกาศทิศทางในครั้งนี้ เป็นทิศทางที่ HPE เดินพร้อมกันทั่วโลก เหมือนเป็นการโยนสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกโมดิฟายเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น และปรับหางเสือตรงไปยังเป้าหมาย ให้เดินไปสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจไอทีอีกครั้ง

HPE Next เดินหน้าปฏิรูปทั้งองค์กร
พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)ได้ขยายความถึงการปฏิรูปองค์กร ว่าจะประกอบไปด้วยกลไกอะไร วิธีการที่เปลี่ยนไปจะสร้างแต้มต่อในรูปแบบใด โดยอธิบายว่า “การที่ HPE จะเร่งกระบวนการของทรานส์ฟอร์เมชั่นนั้น มีองค์ประกอบอยู่ 3 ด้านด้วยกัน ด้านแรกคือเทคโนโลยี มุมมองของ HPE ในยุคต่อจากนี้ไป จะเป็นองค์กรที่รวบรวมเอาระบบอัจฉริยะต่างๆผ่านการควบคุมด้วยโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้วยซอฟต์แวร์ และหลักการทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า Edge to Cloud เข้ามาช่วยในองค์กรธุรกิจ”

“Edge to Cloud ตั้งอยู่บนหลักการของการประมวลผลแบบไม่รวมศูนย์ (Distributed) โดยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป คำว่า Edge หรืออุปกรณ์ปลายทางจะมีความสำคัญมาก จะต้องมีความฉลาดไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทดีไวซ์ หรือเซ็นเซอร์ต่างๆโดยอาศัยการประมวลผลที่ทรงประสิทธิภาพและรวดเร็วได้ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ทันต่อการตัดสินใจก่อนที่จะเชื่อมต่อและส่งการประมวลผลกลับเข้าสู่คลาวด์”

1“HPE วางจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนในเรื่อง Edge to Cloud เราได้มีการวางแผนการลงทุนราว 4 พันล้านดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีและการให้บริการในระยะ 4 ปีข้างหน้านี้ การลงทุนมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าที่จะนำข้อมูลจากอุปกรณ์ปลายทางไปสู่ Cloud ทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ ที่สามารถนำมาวิเคราะห์กลั่นกรองข้อมูลนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจ เช่น Smart Hospital หรือ Autonomous Car เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างคนและอุปกรณ์ปลายทางต่างๆ สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้แก่ผู้ใช้งาน อีกทั้งยังมีการใช้ AI และ Machine Learning ในการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองการบริการได้อย่าง Real Time ได้อีกด้วย”

ด้านที่ 2 คือ ความสามารถของคน กระบวนการและวัฒนธรรม ข้อนี้มุ่งประเด็นไปที่การสร้างทักษะใหม่ให้บุคลากรเพราะการเดินเข้าสู่ธุรกิจยุคดิจิทัลของ HPE ต้องอาศัยคนที่มีความสามารถด้านดิจิทัลตลอดจนกระบวนการและวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่จะต้องเกี่ยวเนื่องและปรับไปพร้อมกัน

CEO ของ HPE ถือว่าเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในองค์กรอย่างแท้จริง เพราะเข้ามาดำเนินการเอง เป็นคนริเริ่มเปลี่ยนกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรมีการปรับขั้นตอนให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้เร็วขึ้น แล้วก็ถูกต้องแม่นยำขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างของหน่วยธุรกิจจากเดิมที่มีลักษณะแยกกันเป็นไซโล ก็จัดกลุ่มใหม่ให้โครงสร้างที่กระชับมากขึ้น

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เราจะต้องสร้างวัฒนธรรมที่จะสามารถเดินไปพร้อมๆกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ คือการที่เราทรานส์ฟอร์มตัวเองไม่สามารถสำเร็จเพียงการปรับเพียงครั้งเดียว การทรานส์ฟอร์มของเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลาแล้วต้องทำอย่างต่อเนื่องสามประสานที่สาคัญในเรื่องนี้คือ วัฒนธรรมกระบวนการและบุคลากรของ HPE จะต้องมารองรับกับการทรานส์ฟอร์มตรงนี้ด้วย”

“ซึ่งหลังจากการปรับกระบวนทัพครั้งนี้ หมายความว่า HPE จะกลายเป็นองค์กรไอทีที่มีความพร้อมทั้งเทคโนโลยี บุคลากรวิธีการทำงานทักษะการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงานซึ่งนั่นทำให้เกิดวัฒนธรรมที่สอดรับกับตลาดและความต้องการ เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้สามารถทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็น AI Machine Learning, IoT, Big Data ก็คงต้องเข้ามาเป็นเครื่องมือเป็นเทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยในการตอบโจทย์ในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ” พลาศิลป์ กล่าว

พลาศิลป์

พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ

ด้านที่ 3 ปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจการลงทุนตามความต้องการของลูกค้า ประเด็นนี้หมายถึง HPE จะต้องมียุทธศาสตร์การลงทุนที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างอย่างเช่น การปรับรูปแบบการขายสินค้าที่เปลี่ยนไปเป็นบริการ (Everything as a Service) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในเชิงของความคล่องตัวด้านการเงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเร็วของโครงการต่างๆ ตัวเลขทางบัญชี และผลประกอบการทางธุรกิจ

“ปัจจัยสำคัญที่ HPE สามารถปรับกระบวนการ เป็นเพราะว่ามีโซลูชั่นที่เรียกว่า Green Lake ซึ่งเป็นบิสซิเนสโมเดลแบบใหม่ในลักษณะ Pay per use เข้ามาแทนที่รูปแบบการขายอุปกรณ์ตามปกติ ลูกค้าสามารถใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Software และเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ เน็ตเวิร์ครวมถึงแอพพลิเคชั่น ซึ่งการคิดค่าบริการเป็นไปในรูปแบบจ่ายตามการใช้งานจริง สามารถเพิ่มหรือลด Capacity ได้ตามต้องการ”

“บิสซิเนสโมเดลแบบ Pay per use เป็นรูปแบบบริการที่จะเข้าไปตอบโจทย์ของลูกค้า ในการลงทุนมีความยืดหยุ่นในการทำงานและความเชื่อมั่นเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพราะว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะตั้งอยู่ ณ สถานที่ของลูกค้า ข้อมูลต่างๆไม่ได้ถูกถ่ายโอนหรือส่งผ่านไปยังนอกองค์กร”

เดินหน้าทรานส์ฟอร์เมชั่นด้วยไฮบริดไอที
ผู้บริหารอธิบายว่า จากสภาพแวดล้อมของการปรับตัวทางธุรกิจ HPE มองเห็นประเด็นสำคัญด้านความต้องการของระบบไอที โดยยืนยันว่า โครงสร้างพื้นฐานแบบผสมผสาน หรือไฮบริดไอทีเป็นคำตอบสำหรับการพัฒนาและการแข่งขัน หลายๆองค์กรพยายามหาส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างพับลิคคลาวด์ ไพรเวทคลาวด์ และระบบ Traditional IT

“ส่วนผสมตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ตัดสินว่าคุณสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ขนาดไหน และมีความรวดเร็วในการตอบสนองโจทย์ของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งทาง HPE มีความพร้อม เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีที่สามารถนำเอาการใช้ไฮบริดไอทีมาช่วยเป็นเครื่องมือในการดำเนินการธุรกิจของลูกค้า”

“จากแนวโน้มความต้องการเรื่อง ไฮบริดไอที และการปรับยุทธศาสตร์ขององค์กร 3 ด้าน นั่นหมายความว่าในปี 2019 ทาง HPE จะใช้องค์ประกอบดังกล่าว ในการช่วยลูกค้าทรานส์ฟอร์มไปสู่ธุรกิจดิจิทัล โดยมีแผนการดำเนินงานคือ การตั้งทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะขึ้นมา 2 ทีม”

“ทีมแรกคือ ทีมที่ปรึกษาเรื่องไฮบริดคลาวด์ หรือ Multi-cloud จะเป็นทีมงานที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้และพร้อมที่จะเข้าไปช่วยให้คำปรึกษาด้านไฮบริดคลาวด์ ซึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมา HPE มีประสบการณ์มากขึ้นที่สามารถเข้าไปช่วยองค์กรหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ดังที่ผ่านมา HPE ได้รับเลือกจากหน่วยงานสำคัญๆของภาครัฐตั้งแต่ระดับกระทรวง หน่วยงานความมั่นคง เหล่าทัพ รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการด้านไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลุ่มโทรคมนาคมและการสื่อสาร รวมถึงกลุ่มการเงินการธนาคารทั้งของรัฐและเอกชนล้วนให้ความไว้วางใจให้ HPE ได้มีโอกาสในการเป็นที่ปรึกษาและดำเนินการทำทรานส์ฟอร์มองค์กรและธุรกิจ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดคลาวด์ หรือ Multi-cloud และก็ยังมองว่ายังมีองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศหลายแห่ง ซึ่งมีความต้องการที่จะทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่ดิจิทัล”

“ทีมที่ 2 คือทีมที่ปรึกษาเรื่อง IoT และ AI โดยวางตัวผู้ที่มีประสบการณ์และความสามารถเข้ามาช่วยลูกค้าในการที่จะสร้างโซลูชั่นผนวกกับสร้างอีโคซิสเต็มระหว่าง HPE พาร์ทเนอร์ และลูกค้า ในการที่จะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ธุรกิจความต้องการของลูกค้าแบบเจาะจงในแต่ละอุตสาหกรรม”

“โดยมองเป้าหมายไว้ที่ การช่วยทรานส์ฟอร์มธุรกิจของกลุ่มองค์กรธุรกิจ ในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มราชการหรือว่ากลุ่มองค์กรขนาดกลางซึ่งมีความพร้อมและความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปองค์กรไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต ค้าปลีกหรือบริการท่องเที่ยวโรงแรม โรงพยาบาลกลุ่มผู้จัดจำหน่ายสินค้า รวมถึงธุรกิจขนส่ง”พลาศิลป์ กล่าว

ความเร็ว คือความท้าทายของทุกธุรกิจ
“ผมตั้งข้อสังเกตว่าธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นความเร็วเป็นเรื่องสำคัญมาก ความเร็วจะเป็นตัวตัดสินเลยว่าเราสามารถที่จะดำรงอยู่ในยุคปัจจุบันได้หรือไม่ องค์กรเองจะต้องมีการปรับตัว สามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายได้อยู่ตลอดเวลาและจะต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและตรงความต้องการเพื่อสนับสนุนให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว”

2เรื่องความเร็วทางธุรกิจนั้น สมัยก่อนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต้องใช้เวลานานราว 6 เดือน บางครั้งอาจนาน 1-2 ปี แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นแค่สัปดาห์จะต้องมีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ออกมาสู่ตลาด สร้างโอกาสในการลองผิดลองถูก สามารถที่จะทดสอบตลาดได้ก่อนซึ่งถ้าได้ผลดี วงจรการขาย การทำกำไรก็จะเกิดขึ้นเร็ว ถ้าล้มเหลวก็แค่ในระยะเวลาสั้น

“ผมมองว่าความเร็วในการดำเนินธุรกิจจะเป็นเรื่องสำคัญมาก ธุรกิจในยุคนี้และยุคต่อไปซึ่งไม่ว่าจะเป็น HPE ก็ดี หรือองค์กรธุรกิจต่างๆ ก็ดี ทุกคนต้องโฟกัสที่ความเร็วและความยืดหยุ่น เพราะฉะนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สามารถตอบสนองตอบกับในเรื่องตรงนี้ได้ก็จะเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับทุกๆ องค์กร”

สิ่งที่พลาศิลป์ มองไปข้างหน้าคือ การเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของลูกค้า ถือเป็นความสำเร็จของ HPE เช่นกัน ดังนั้น พนักงาน HPE ทุกคนจึงยึดถือหลักการ “Customer First Customer Last” เพื่อที่จะสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดกับลูกค้าของเรา และพลาศิลป์ ยังย้ำว่า ทุกองค์กรต้องตระหนักในเรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อตอบโจทย์ของความท้าทายใหม่ๆในโลกดิจิทัลซึ่งการทรานส์ฟอร์เมชั่นในองค์กรธุรกิจมันเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สิ่งสำคัญคือคนที่เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดทั่วทั้งองค์กร นอกเหนือไปจาก CIO หรือ CTO แล้ว เบอร์หนึ่งขององค์กรอย่างCEO ก็ต้องเข้ามาเล่นบทบาทนี้อย่างเต็มตัว

“HPE เราเดินหน้าปฏิรูปองค์กรให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ด้วยจุดแข็งของเราด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation) ที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน เรามีการพัฒนาคน สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ปรับกระบวนการทางธุรกิจ และเพิ่มความคล่องตัวในเชิงของการเงินและรูปแบบการขาย เป็นปัจจัยหลักสำคัญในการช่วยเร่งความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์เมชั่นของทุก องค์กร” พลาศิลป์ กล่าวปิดท้าย

อ่านไฟล์ Pdf.

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com