www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • ไซเซลเปิดตัวสวิตช์พีโออี สำหรับกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ สร้างโอกาสทางธุรกิจไอโอที ไซเซล ผู้นำอุตสาหกรรมด้านการออกแบบและผลิตสวิตช์ได้พัฒนาสวิตช์พีโออีรุ่น GS1300 และ GS1350 สำหรับการใช้งานกับกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ ออกแบบให้มีจำนวนพอร์ตที่หลากหลายและสามารถจ่ายพลังงานได้สูง...
  • AIS 5G โชว์บังคับรถไร้คนขับข้ามจังหวัด กรุงเทพ หาดใหญ่ AIS นำคณะสื่อมวลชน ชมความก้าวหน้าของการทดลอง ทดสอบ Use Case เทคโนโลยี 5G ในสภาพแวดล้อมจริง โชว์บังคับรถไร้คนขับข้ามภูมิภาค กทม.- หาดใหญ่ แสดงศักยภาพสำคัญ 5G ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ ความเร็วในการตอบสนอง และความเสถียรของระบบ...
  • BKI ปลื้มเบี้ยครึ่งปีแรกเติบโต 19% คาดสิ้นปี 62 ทะลุเป้า 2 หมื่นล้าน กรุงเทพประกันภัยเผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกมีเบี้ยประกันภัยรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 คาดสิ้นปี 62 ทะลุเป้าหมาย 20,000 ล้านบาทอย่างแน่นอนโดยเน้นการรับประกันภัยอย่างมีคุณภาพและควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวด พร้อมกับการลงทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีเสริมบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าและคู่ค้า...
  • เปิดงานมหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ BIDC 2019 เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐผนึกภาคอุตสาหกรรมเปิดมหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ “Bangkok International Digital Content Festival 2019” หรือ BIDC 2019 ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด Digital Co-creation เป็นการผนึกพลังความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ให้เข้มแข็งและยั่งยืนหนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางด้านดิจิทัล คอนเทนต์ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเปิดเวทีจับคู่เจรจาการค้า หวังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง...
  • SMEA ไต้หวัน วางแผนขยายสินค้าเทคโนโลยีสู่ประเทศไทย องค์กรบริหารธุรกิจเอสเอ็มอีไต้หวัน (SMEA) ออกโรงช่วยผู้ประกอบการฯ สินค้าเทคโนโลยี ให้ความรู้การทำธุรกิจออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์ เดินหน้าหาพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มช่องจำหน่าย คาดหวังยอดขายธุรกิจเอสเอ็มอี เพิ่มขึ้น 15%...

ICT Trend Watch (ตอนที่ 63) เทคโนโลยีรู้จำใบหน้า กับการประยุกต์ใช้งานจริง

ICT Trend Watch (ตอนที่ 63) เทคโนโลยีรู้จำใบหน้า กับการประยุกต์ใช้งานจริง
April 19
15:40 2019

“เทคโนโลยีรู้จำใบหน้า (Facial Recognition Technology) เริ่มมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ กรณี โดยเฉพาะในระดับองค์กรธุรกิจ บริการภาครัฐ และความปลอดภัยสารธารณะ”

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า (Facial Recognition Technology) ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ กันมาบ้างแล้ว เช่นเริ่มตั้งแต่การใช้งานง่ายๆ ตรงไปตรงมา อย่างเทคโนโลยีรู้จำใบหน้าบนสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์บางรุ่นที่ใช้การรู้จำใบหน้าของคนที่กำลังจะใช้เครื่องเทียบกับใบหน้าของคนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องได้ที่ถูกลงทะเบียนไว้ก่อนหน้าแล้ว ซึ่งก็อาจเทียบได้ง่ายๆ ว่าใช้ใบหน้าของเราเป็นเสมือนรหัสผ่านหรือกุญแจในการใช้งานเครื่อง

Banner_CIO_big one_version2

ต่อมาก็อาจจะเป็นการใช้งานที่มีการติดเครื่องรู้จำใบหน้าสำหรับใช้ในการระบุตัวตนเข้า-ออกตามสถานที่ เช่น ออฟฟิศ หรือแม้แต่คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ หรืออาจจะเป็นการใช้งานด้านความปลอดภัยสาธารณะสำหรับเมืองอัจฉริยะต่างๆ ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับระบบรู้จำใบหน้าที่ศูนย์กลางเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ต้องสงสัย หรือคนร้ายเข้ามาในบริเวณนั้นๆ หรือไม่ เป็นต้น

ดร.ไพโรจน์ถ้าพูดอย่างง่ายๆ การรู้จำใบหน้าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการตัดสินว่าใบหน้าของคนที่กำลังจะถูกตรวจสอบนั้นตรงกับบุคคลที่อยู่ในความสนใจที่มีการถูกลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าในระบบหรือไม่ โดยดูจากลักษณะเฉพาะบนใบหน้าของแต่ละคนซึ่งมีความต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ระยะห่างระหว่างลูกตา ความกว้างของจมูก ลักษณะเฉพาะบริเวณปาก จุดที่นูนขึ้นหรือต่ำลงของใบหน้า ต่างๆ เป็นต้น แล้วนำมารูปแบบของใบหน้าเหล่านี้มาแปลงให้เป็นค่าตัวเลขเก็บไว้

แต่ว่ากันตามจริงแล้วการใช้อัตลักษณ์ของร่างกายเรามาใช้บ่งบอกหรือพิสูจน์ตัวตนนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้มีแค่ใบหน้า แต่ยังมีเทคโนโลยีที่มีการใช้มาก่อนหน้านั้นและมีความแม่นยำสูง เช่นการพิสูจน์ลายนิ้วมือ เป็นต้น แต่เทคโนโลยีรู้จำใบหน้านั้นให้ความสะดวกสบายในแง่การใช้งาน เนื่องจากไม่ต้องบังคับให้เราต้องนำนิ้วมือยื่นเข้าไปแตะที่เครื่องอ่านลายนิ้วมือ แต่เราสามารถเดินผ่านจุดที่ติดกล้องไว้ตามปกติ หรือในกรณีที่มือถือของอยู่ก็สามารถที่จะทำการพิสูจน์ตัวตนได้โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในการใช้งานได้มาก

เช่นกรณีที่ใช้ในการตรวจสอบตัวตนเพื่อเข้าออฟฟิศหรือเพื่อเข้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ในขณะที่กำลังถือข้าวของอยู่ อีกข้อดีหนึ่งของเทคโนโลยีรู้จำใบหน้าคือ เราสามารถหาฐานข้อมูลของใบหน้าได้จากแหล่งต่างๆ ที่มีอยู่แล้วได้เช่น จากฐานข้อมูลใบหน้าของบัตรประชาชน ฐานข้อมูลใบหน้าบนหนังสือเดินทาง หรือแม้แต่ฐานข้อมูลใบหน้าของใบขับขี่ต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนั้นในลักษณะการใช้งานบางอย่างเช่นในเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะนั้น การรู้จำใบหน้าเป็นวิธีที่ดูน่าจะเหมาะสมกว่าเนื่องจากสามารถปล่อยให้ผู้คนเดินผ่านไปมาโดยธรรมชาติรวมถึงอาจไม่จำเป็นต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของกล้องวงจรปิดที่ใช้จับใบหน้าเลยด้วย (อย่างไรก็ตามการจะนำเทคโนโลยีรู้จำใบหน้าไปประยุกต์ใช้ให้สามารถทำงานได้จริงตามแต่ละวัตถุประสงค์ มีประเด็นที่ผู้บริหารซึ่งดูแลเทคโนโลยีขององค์กรควรทราบและพึงพิจารณาอยู่หลายประการซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทความต่อๆ ไป)

ตัวอย่างหนึ่งของการนำเทคโนโลยีการรู้จำใบหน้ามาใช้งานสำหรับสถานที่สาธารณะที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ในประเทศญี่ปุ่น ก็เช่น ที่สนามบินนาริตะซึ่งเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านไปนี้ก็เพิ่งออกข่าวว่าจะเริ่มใช้ขั้นตอนการขึ้นเครื่องบินที่สนามบินแบบใหม่ที่เรียกว่า OneID โดยใช้เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าที่นาริตะ โดยมีแผนที่จะเริ่มช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2020 หรือปีหน้าทั้งที่เทอร์มินัล1 สำหรับสายการบิน ANA และเทอร์มินัล2 สำหรับสายการบิน JAL

ซึ่งในขั้นตอนแบบใหม่นี้ เมื่อผู้โดยสารมาถึงที่สนามบินและเริ่มขั้นตอนการขึ้นเครื่องเช่นเช็คอินที่เคาน์เตอร์หรือเครื่อง Kiosk Check-in โดยมีการลงทะเบียนใบหน้าไว้ในระบบรู้จำใบหน้า OneID แล้ว ในขั้นตอนขึ้นเครื่องหลังจากนั้น (โดยประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ เช่น การฝากสัมภาระ การตรวจสอบความปลอดภัย การไปรอขึ้นเครื่องที่เกต)

ซึ่งที่ผ่านมาจะต้องมีการแสดงหนังสือเดินทางหรือบอร์ดดิ้งพาสที่จุดขั้นตอนต่างๆ เหล่านั้น เช่น ที่ฝากสัมภาระที่จะโหลดขึ้นเครื่อง ที่จุดตรวจสอบความปลอดภัย และที่เกตขึ้นเครื่องก็จะสามารถผ่านไปได้เลยโดยใช้ใบหน้าของตนเองแทนการแสดงหลักฐานเหล่านั้น

2ผู้โดยสารเพียงแต่จะถูกถ่ายรูปใบหน้าและระบบจะทำการตรวจสอบกับใบหน้าที่ลงทะเบียนไว้ในระบบ OneID ก็สามารถทำการฝากสัมภาระขึ้นเครื่องได้เลยโดยไม่ต้องแสดงเอกสารใดๆ ยิ่งในขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัย ตลอดจนขั้นตอนการเข้าไปที่เกตขึ้นเครื่องบินซึ่งปกติในปัจจุบันต้องมีการแสดงบอร์ดดิ้งพาสและหรือเอกสารเดินทาง

ด้วยขั้นตอนใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีรู้จำใบหน้านี้ ผู้โดยสารสามารถเดินผ่านจุดที่มีการติดตั้งกล้องจับใบหน้าไว้ได้เลยโดยไม่ต้องหยุดนำเอกสารมาแสดงเพื่อตรวจสอบแต่อย่างใด (Face-Pass, Walk through) ทำให้ผู้โดยสารสามารถผ่านขั้นตอนขึ้นเครื่องต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายและราบรื่นขึ้น อีกทั้งยังถูกคาดหวังว่าสามารถลดระยะเวลาที่ต้องรอในขั้นตอนเหล่านี้ได้ด้วย

ณ จุดนี้อาจมีบางท่านสงสัยว่า ทำไมไม่มีการกล่าวถึงการตรวจเอกสารหนังสือเดินทางด้วย อยากเรียนว่า หน้าที่ในส่วนนี้ ปกติจะไม่ใช่ความรับผิดชอบของทางสนามบิน แต่จะเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐเช่น ตรวจคนเข้าเมือง โดยในขั้นตอนของการขึ้นเครื่อง การตรวจเอกสารเดินทางก็อาจอยู่หลังการตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนที่เราจะไปที่เกตขึ้นเครื่อง เป็นต้น แต่ตัวระบบและฐานข้อมูลโดยปกติก็น่าจะเป็นคนละส่วนกัน เนื่องจากเป็นคนละหน่วยงาน ซึ่งในทางเทคนิคก็อาจจะมีการบูรณาการให้ทำงานร่วมกันได้เป็นกรณีไป

นอกเหนือจากข้อดีจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าล่าสุดที่สามารถปล่อยให้ผู้โดยสารเดินผ่านตามปกติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีผลดีในมุมที่ทางสนามบินและภาครัฐสามารถเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบตัวตนของบุคคลในขั้นตอนขึ้นเครื่องต่างๆ ทำให้ถูกคาดหวังว่าจะช่วยให้สามารถป้องกันเหตุร้ายต่างๆ เช่น การก่อการร้ายโดยบุคคลที่อยู่ในรายชื่อของคนที่ต้องถูกเฝ้าระวัง หรืออาชญากรข้ามชาติ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในขั้นตอนการขึ้นเครื่องต่างๆ ในสนามบิน ซึ่งนับวันจะมีปัญหามากขึ้น โดยเราสามารถทำให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานประจำวันเหล่านี้ดำเนินไปได้โดยอัตโนมัติ ให้สามารถลดจำนวนบุคคลากรและเวลาที่ต้องนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันเหล่านี้ได้ด้วยนั่นเอง

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3
SDWAN NSS Lab
CEBIT_webbanner_320x250pxl_TH

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Categories

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com