www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • ดีแทค ไม่หยุดมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า เปิดตัว Platinum Blue Member ดีแทคยกระดับความสุขให้กับสิทธิพิเศษใหม่ครั้งแรกในไทยด้วยบริการล้างรถฟรี ที่มาพร้อมที่จอดในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทั่วประเทศพร้อมตอกย้ำผู้นำความพิเศษให้กิน-ดื่มมากที่สุดทั่วไทย กับแคมเปญ “ตามใจปากทุกวันศุกร์” ตลอดทั้งปี 2563...
  • สามารถประกาศกลยุทธ์ปี 63 เป้ารายได้ 2 หมื่นล้าน กลุ่มสามารถ เดินหน้ากลยุทธ์ ปี 63 Unlimited Solutions เสนอโซลูชั่นและเทคโนโลยีหลากหลาย ตั้งเป้ารายได้ 2 หมื่นล้านบาท...
  • อีซี่มันนี่เลือกยูไอเอชทรานส์ฟอร์มระบบไอที อีซี่มันนี่ เลือกยูไอเอช ทรานส์ฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีทั้งหมดเข้าสู่ระบบคลาวด์เต็มตัว พร้อมเชื่อมต่อโครงข่ายความเร็วสูง 50 สาขาทั่วประเทศ รองรับการให้บริการลูกค้าที่สาขาและออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยรับยุคดิจิทัล...
  • NOSTRA จับมือ จส.100 พัฒนา “SOS API Premium Service” NOSTRA ผู้ให้บริการข้อมูลแผนที่ดิจิทัล และโซลูชั่นด้าน IoT โดยบริษัท โกลบเทค จำกัดร่วมกับ จส.100 ประกาศพร้อมให้บริการ “SOS API Premium Service” แพลตฟอร์มเชื่อมต่อศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่นของธุรกิจตลอด 24 ชั่วโมง...
  • เนทติเซนท์ ได้รับแต่งตั้งเป็น SAP Platinum Partner “เนทติเซนท์ ได้รับแต่งตั้งเป็น SAP Platinum Partner และยังได้รับการคัดเลือกสู่การเป็นสมาชิก United VARs พันธมิตรของ SAP เพียงรายเดียวในประเทศไทยและเป็นตัวแทนจากเอเชีย พร้อมเดินหน้าโซลูชั่น ERP เต็มที่”...

ICT Trend Watch (ตอนที่51) ประเด็นที่ควรถูกพิจารณาก่อนนำ IoTมาใช้ในสมาร์ทซิตี้

ICT Trend Watch (ตอนที่51) ประเด็นที่ควรถูกพิจารณาก่อนนำ IoTมาใช้ในสมาร์ทซิตี้
December 26
10:53 2017

“เป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนต้องนำเรื่องเทคโนโลยีไอโอทีมาอธิบายและย้ำถึง ประเด็นที่ควรถูกพิจารณาก่อนนำมันมาประยุกต์ใช้ใช้ในหลายๆ โครงการ โดยเฉพาะเรื่องสมาร์ทซิตี้ ที่เปรียบเหมือนการติดกระดุมเสื้อ ถ้าเม็ดแรกติดผิด ไม่มีทางเลยที่โครงการเมืองอัจฉริยะจะประสบความสำเร็จ”

1สำหรับเทคโนโลยีที่ปัจจุบันเราคงเริ่มคุ้นหูกันดีอย่างไอโอที (IOT) หรือ Internet of Things ซึ่งที่ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามามีบทบาทหลักและถูกนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อนำมาเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดความสะดวก ความสามารถ บริการหรือมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ ในหลากหลายมิติ

หนึ่งในนั้นคือ การสร้างเมืองอัจฉริยะในด้านต่างๆ หรือการพัฒนาเมืองสู่ความเป็นสมาร์ทซิตี้ ในประเทศไทยเราเองทั้งภาครัฐและเอกชนก็ได้มีความร่วมมือในการผลักดันให้เมืองต่างๆ ก้าวไปสู่ความเป็นสมาร์ทซิตี้ โดยได้มีการนำร่องไปในหลายจังหวัดเช่น ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ รวมถึงจังหวัดอื่นๆ เป็นต้น

จากกรณีศึกษาการวางแผนรวมถึงการนำIoTไปประยุกต์ใช้ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างข้อเท็จจริงรวมถึงประเด็นต่างๆ ทั้งทางเทคนิคและที่ไม่ใช่เทคนิคที่ควรต้องทราบไว้เบื้องต้นสำหรับผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำไอโอทีนี้ไปใช้สำหรับสมาร์ทซิตี้จากนี้ไปซึ่งจะได้นำมาพูดคุยกันในครั้งนี้ครับ

ประเด็นสำคัญแรกสุดที่ควรถามตัวเองก่อนคือเราเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของกระบวนการการนำเทคโนโลยีไอโอทีมาใช้หรือยัง? สิ่งพื้นฐานที่เทคโนโลยีนี้ให้ได้เป็นสิ่งแรกคือการให้ข้อมูลที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ ตามความจำเป็น หรือตามวัตถุประสงค์นั้นๆไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ อุณหภูมิ ความชื้น สภาพอากาศ มลภาวะต่างๆ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ปริมาณคน ปริมาณรถตามจุดต่างๆ ระดับน้ำในลำน้ำคูคลอง ความชื้นในดิน ข้อมูลต่างๆ ในสถานที่ประกอบธุรกิจ เป็นต้น

ซึ่งข้อมูลแต่เดิมอาจอยู่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เป็นตัวเลข(อนาล็อก) เปลี่ยนเป็นรูปแบบดิจิทัลนั่นเอง ซึ่งกระบวนการการนำไอโอทีมาใช้จะเริ่มจากขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้จากแหล่งข้อมูล ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าเซ็นเซอร์เก็บข้อมูล ณ เวลานั้นๆ ผ่านโครงข่ายการติดต่อสื่อสารขึ้นมายังระบบยังส่วนกลาง ถ้าพูดโดยสรุปอย่างง่ายๆ ในกรณีของสมาร์ทซิตี้คือ ไอโอทีเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ ของเมือง และทำให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถมองเห็นได้หรือที่บางท่านเรียกว่า visualization นั่นเอง

50-63 Columnist CIO.inddหลังจากที่ข้อมูลสามารถทำให้อยู่ในรูปแบบที่มองเห็นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปในกระบวนการของไอโอทีคือการนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลในเบื้องต้นเช่น รวบรวมตัวเลขที่ได้ตามหมวดหมู่และจัดแสดงผลในรูปกราฟหรือตาราง (เช่นเราสามารถนำสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองณ จุดต่างๆ ในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ระดับน้ำ หรืออื่นๆ รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดตามจุดสำคัญต่างๆ มาแสดงไว้บนจอแสดงผลเดียวที่ศูนย์บริหารเมืองเป็นต้น) ก่อนส่งต่อไปให้ระบบเฉพาะด้านของการประยุกต์ใช้งานต่างๆ หรือที่เรียกว่าแอพพลิเคชั่นเพื่อประมวลผลหรือวิเคราะห์(analysis) ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในเรื่องเฉพาะต่อไป

เช่น นำข้อมูลปริมาณระดับน้ำตามแหล่งน้ำคูคลอง หรือท่อระบายน้ำ ประกอบกับข้อมูลทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่น้ำไหลผ่านเช่นความลึกและลักษณะความคดเคี้ยวของคูคลองและบริเวณรอบข้าง ข้อมูลพยากรณ์อากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น และข้อมูลอื่นๆ มาคำนวณและคาดการณ์ เพื่อสนับสนุนหรือประกอบการตัดสินใจในการแจ้งเตือนภัย เตรียมตัวอพยพ หรือคาดการณ์ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รวมถึงเตรียมอาหารเครื่องนุ่งห่มหรือสิ่งที่จำเป็นแก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่อไป

อีกตัวอย่างหนึ่งก็เช่นในกรณีของภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิด เราสามารถนำมาผ่านแอพพลิเคชั่นพวกรู้จำใบหน้า เพื่อตรวจสอบดูว่ามีบุคคลในข่ายที่ต้องเฝ้าระวัง หรือบุคคลสูญหายที่ต้องการหาตัว เข้ามาในเมืองหรือสถานที่เฉพาะหรือไม่เป็นต้น

ประเด็นต่อมาคือ เราต้องถามตัวเองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถให้ผลลัพธ์ตอบโจทย์ที่เรามีได้ถึงขั้นใด? จากกระบวนการของไอโอทีดังกล่าวข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า เราสามารถรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ประมวลผลเบื้องต้นในการจัดหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ แสดงผลในมุมมองทั้งภาพรวมหรือเฉพาะจุดเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและนำไปวิเคราะห์ต่อยอดบนชั้นแอพพลิเคชั่นต่างๆ

โดยกระบวนการเหล่านี้อย่างน้อยเราสามารถที่จะให้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงคนและร่นระยะเวลา รวมถึงประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ มารวบรวม จัดหมวดหมู่ รวมถึงวิเคราะห์ให้แทนเรา โดยทั่วไปเทคโนโลยีไอโอทีสามารถให้ผลลัพธ์หลายอย่าง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย สร้างมูลค่าเพิ่มหรือบริการใหม่ๆ รวมถึงอาจเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นด้วย

ซึ่งในแง่ของสมาร์ทซิตี้นั้น เราอาจนำไอโอทีมาใช้ได้ทั้งกับโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณะและสังคมเช่น ไฟฟ้า ประปา สาธารณสุข การขนส่ง คมนาคม รวมถึงการเกษตรเป็นต้น เพื่อทำให้สามารถมองเห็นสาวะหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวิเคราะห์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรวมถึงบริการหรือมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ เช่น การนำสมาร์ทมิเตอร์ทั้งไฟฟ้าและประปา ไปเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลการใช้ไฟฟ้าการใช้น้ำจากบ้านหรือธุรกิจ และจัดเก็บค่าใช้น้ำ-ไฟในขั้นเบื้องต้น

50-63 Columnist CIO.inddนอกจากนั้นยังสามารถนำไปเพิ่มมูลค่าหรือบริการใหม่ๆ เช่นสามารถช่วยผู้ใช้น้ำ-ไฟให้ทราบลักษณะการใช้งานของตนเองในปัจจุบัน ทำให้ทราบเมื่อเกิดความผิดปกติหรือแนะนำการใช้ได้อย่างประหยัดขึ้น รวมถึงภาพรวมของการใช้น้ำ-ไฟของเมือง ก็สามารถรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพื่อดูแนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของการใช้ และนำมาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการพลังงานและทรัพยากรน้ำต่อไปได้ด้วย

ดังนั้นในการนำไอโอทีมาประยุกต์ใช้งาน เราควรจะวางแผนในการใช้เทคโนโลยีนี้ไปจนถึงขั้นการวิเคราะห์นำไปต่อยอดใช้งานในหลายแง่มุมไม่ใช่หยุดแค่การรวบรวมข้อมูลมาแสดงไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้คนทำการวิเคราะห์ต่อแค่นั้นซึ่งอาจจะไม่ได้ประโยชน์มาก ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของการป้องกันภัยน้ำท่วมนั้น เราไม่ควรนำไอโอทีมาใช้เพียงแค่ รวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำตามคูคลองหรือท่อระบายน้ำและเตือนเมื่อระดับน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติซึ่งอาจไม่เป็นประโยชน์มากนัก

แต่ควรนำข้อมูลเซ็นเซอร์เหล่านี้มาประมวลผลร่วมกันข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลการพยากรณ์อากาศ ข้อมูลทางกายภาพของลักษณะพื้นที่ แผนผังท่อระบายน้ำของเมือง ลักษณะอาคารโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สร้างขวางทางเดินน้ำ ข้อมูลลักษณะและความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยแนะนำเราในการคาดการณ์วันและเวลาปริมาณน้ำที่มีโอกาสจะท่วมในอีกหลายวันข้างหน้า ความเสียหายทั้งกับคนและอาคาร รวมถึงแผนในเตรียมอาหารและสิ่งของเมื่อเกิดภัยพิบัติ

นอกจากนี้ ข้อดีของการนำเทคโนโลยีมาใช้คือ เราสามารถที่จะสมมุติเหตุการณ์เข้าในระบบ(เช่นนำปริมาณน้ำฝนช่วงที่เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในอดีต) เพื่อดูว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นในบริเวณใดกับลักษณะพื้นที่ปัจจุบัน(ซึ่งลักษณะพื้นที่อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว) เพื่อทำความเข้าใจพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในปัจจุบัน เป็นการเตรียมตัวป้องกันล่วงหน้าที่ทำได้อย่างมีหลักวิชาการ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกหรือประสบการณ์ของมนุษย์เพียงอย่างเดียว เป็นต้น

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3
Fortinet Security Fabric

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com