www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

ICT Trend Watch (ตอนที่ 42) ประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีไอซีที มาใช้ลดความเสี่ยงและบริหารจัดการภัยพิบัติ

ICT Trend Watch (ตอนที่ 42) ประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีไอซีที มาใช้ลดความเสี่ยงและบริหารจัดการภัยพิบัติ
April 19
10:59 2017

“พูดถึงประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีไอซีที มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ และลดความเสี่ยง อันเป็นผลสืบเนื่องจากความร่วมมือของรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น ที่สามารถพลิกจากการทำงานแบบตั้งรับ กลายเป็นการบริหารจัดการภัยพิบัติในเชิงรุกให้มากขึ้น”

1ฉบับที่ผ่านมาผู้เขียนได้เกริ่นนำถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น โดยกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Internal Affairs and Communications) ในการนำเทคโนโลยีไอซีทีมาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นประโยชน์ที่ได้จากนำเทคโนโลยีไอซีทีมาบริหารจัดการภัยพิบัติได้อย่างเห็นภาพมากขึ้น จะขอแนะนำฟังก์ชั่นหลักๆ ที่ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติสามารถทำได้ โดยนำตัวอย่างมาจากระบบสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ได้นำส่วนหนึ่งของระบบมาใช้ในประเทศไทยแล้ว

Banner_CIO_big one_version2

โดยเริ่มจาก โครงการนำร่องระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยพิบัติในปี 2558 และปี 2559 ที่ผ่านมาสำหรับภัยพิบัติที่ทางประเทศไทยได้ประสบอยู่บ่อยๆ สองชนิดในเบื้องต้นคือ ภัยน้ำท่วมน้ำป่าไหลหลาก และภัยจากดินโคลนถล่มโดยโครงการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยพิบัติ จากภัยทั้งสองประเภทภายใต้การบริหารของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันสังกัดอยู่ภายใต้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

ประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีไอซีทีมาใช้เพื่อบริหารภัยพิบัตินั้น ถ้ากล่าวโดยสรุปแล้วจะสามารถสนับสนุนกระบวนการในวงจรการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยรวมให้เป็นการบริหารจัดการภัยพิบัติในเชิงรุกให้มากขึ้น ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ตั้งแต่ ช่วงก่อนเกิดภัยเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภัยพิบัติประเภทต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้อง

กระทั้งขั้นตอนการเฝ้าระวังสถานการณ์เพื่อประเมินว่าจะมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นหรือไม่ จากข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในพื้นที่ ก็ควรต้องการข้อมูลจำพวกปริมาณน้ำฝนที่สังเกตได้หรือการพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนที่จะเกิดขึ้น ข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ ลักษณะการใช้งานที่ดิน ปริมาณน้ำในแม่น้ำ หรือถ้าเป็นพื้นที่ในเมือง ก็ต้องมีข้อมูลของเครือข่ายท่อระบายน้ำของเมืองนั้นๆ ลักษณะความหนาแน่นของตึกในแต่ละบริเวณพื้นที่เป็นต้น

โดยข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมและเก็บอยู่ตามหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา กรมพัฒนาที่ดิน กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน ต่างๆ เป็นต้นซึ่งเมื่อมีการประเมินว่ามีความเสี่ยงถึงขั้นหนึ่ง ก็ต้องออกประกาศเตือนภัยพิบัติในบริเวณพื้นที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้แล้วเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในช่วงระหว่างเกิดภัยพิบัติขึ้นนั้น ก็สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยในขั้นตอนของการเตรียมการเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ความเสียหาย ตลอดจนเตรียมสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อหน้า2

Banner (660x80 Pixel)

Pages: 1 2

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3
300x250 (B2)
Banner (320x250 Pixel) EDIT
CEBIT_webbanner_320x250pxl_TH

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Categories

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com