www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • KTC ประกาศกลยุทธ์ 2020 ก้าวสู่ Agile Organism เคทีซีรุกปี 2020 ยกระดับเป็นองค์กรคล่องตัว (Agile Organism) ผลักดันแพลตฟอ์มการเงินหลักเคียงข้างคนไทย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เต็มรูปแบบเข้าใจประสบการณ์ลูกค้ายุคดิจิทัล...
  • เก็บตกงานประจำปีของริปเปิ้ล ดร.รากุรามราจาน (Dr. RaghuramRajan) กล่าวบรรยายในฐานะ keynote speaker หัวข้อการเปิดใช้งานการรวมเทคโนโลยีทางการเงินกับบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่งานประชุมประจำปี Swell 2019 ของริปเปิ้ล...
  • ค้าปลีก 85% ทั่วโลกขาดความสามารถและเทคโนโลยี ในการใช้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า ผลวิจัยพบ 85% ของห้าง ค้าปลีก ขาดความสามารถ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ ในการใช้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าเพื่อสร้างรายได้และผลักดันให้เกิดประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า...
  • เอสซีจี ปรับโมเดลธุรกิจ ตั้งเป้าดัน “เซอร์วิสโซลูชั่น” โต2เท่า เอสซีจี เผยกลยุทธ์ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างปี 2020 ยกระดับประสบการณ์ด้าน / วงการ… การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ด้วยสินค้าพร้อมบริการและโซลูชั่นครบวงจรใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้วย SCG HOME – Active OMNI-Channel และสร้าง Co-Working Space ศูนย์กลางสำหรับช่างและผู้รับเหมา ภายใต้ชื่อ “CPAC Solution Center” ให้คำปรึกษา และบริการเทคโนโลยีโซลูชั่นงานก่อสร้าง...
  • กมธ.ดีอีเอส เชิญร่วมงานสัมมนา Cyber Security and Data Privacy 2020 ขอเชิญร่วมเงานสัมมนา Cyber Security and Data Privacy 2020 ธุรกรรมปลอดภัย ประชาชนมั่นใจข้อมูลไม่รั่ว สร้างองค์ความรู้ เข้าใจหลักปฏิบัติ การปกป้องและรักษาสิทธิ์ข้อมูลส่วนบุคคล ภาคประชาชน สร้างความปลอดภัยธุรกรรมดิจิทัล ห้ามพลาด 2 ธค. ศกนี้ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย...

ICT Trend Watch (ตอนที่ 41) กรณีศึกษาโครงการนำเทคโนโลยีไอซีทีมาบรูณาการข้อมูลเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติจากค่ายมือถือในญี่ปุ่น

credit: www.lockheedmartin.com

ICT Trend Watch (ตอนที่ 41) กรณีศึกษาโครงการนำเทคโนโลยีไอซีทีมาบรูณาการข้อมูลเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติจากค่ายมือถือในญี่ปุ่น
March 21
17:22 2017

“โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีไอซีทีในยุคดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการกับภัยพิบัติ นับเป็นความร่วมมือที่มุ่งหวังว่าประเทศไทยจะสามารถรับมือกับภัยภิบัติได้อย่างทันที ลดความเสียหาย และเสริมสร้างความปลอดภัย ยกระดับชีวิตประชาชนได้ตามแนวทาง ประเทศไทยยุค 4.0”

1เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่เพิ่งผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการบรรยายสรุปโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีไอซีทีในยุคดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการกับภัยพิบัติที่ประเทศไทยได้ประสบอยู่บ่อยๆ ทั้ง ภัยจากน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลาก ภัยจากดินโคลนถล่ม เป็นต้น ทำให้เห็นถึงกรณีศึกษาหนึ่งที่ชัดเจนในการนำเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลมาบรูณาการข้อมูลที่หน่วยงานต่างๆ ของทั้งภาครัฐหรือองค์กรต่างๆ มีอยู่แล้ว รวมถึงข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์หลากหลายชนิดที่หน่วยงานองค์กรต่างๆ ดังกล่าวมีอยู่ในปัจจุบัน

โดยทำการป้อนเข้ากับระบบที่ศูนย์กลางของหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงของประเทศหรือพื้นที่นั้นๆ (ในการเตือนภัยพิบัติในบริเวณที่มีความเสี่ยงจะเกิดภัยพิบัติต่างๆ ดังกล่าวขึ้น) เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการคำนวณผลการจำลองว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้าหรือไม่ ในทุกๆ ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการภัยพิบัติในรูปต่างๆ

เช่นเป็นข้อมูลสนับสนุนแหล่งหนึ่งในการที่ผู้ที่มีอำนาจรับผิดชอบในหน่วยงานที่มีหน้าที่บริหารจัดการภัยพิบัติดังกล่าว ได้ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้นล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที เพื่อที่จะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ในรายละเอียดเพื่อเข้าสู่กระบวนการรับมือภัยพิบัตินั้นๆ ได้อย่างถูกต้องต่อไป

ในบทความนี้จึงอยากขอโอกาสสรุปประเด็นสำคัญๆ เพื่อเป็นการแชร์ข้อมูลกับท่านผู้อ่านเป็นกรณีศึกษาหนึ่งในเรื่องการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ และสนับสนุนการจัดการภัยพิบัตินี้กันครับ

ในเรื่องความเป็นมาของความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศนั้น ดังที่ทราบกันดีว่าทางญี่ปุ่นมีภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม และอื่นๆ ซึ่งในหลายครั้งก็เป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่ส่งผลเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้างดังที่เราได้ทราบจากข่าวสารต่างๆ ที่ผ่านมา

ซึ่งแน่นอนว่าทางประเทศญี่ปุ่นก็มีประสบการณ์อย่างมากมายในการนำเอาเทคโนโลยีทางไอซีทีมาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา ทำให้เทคโนโลยีระบบจัดการภัยพิบัติต่างๆ ของเขามีความล้ำหน้าและตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริง

เมื่อทางนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2558ได้มีการเข้าพบชินโซะ อาเบะนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น และได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและวิธีการที่จะทำให้จะให้ประชาชนตระหนักรับรู้ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า

ประยุทธ์ เยือนญี่ปุ่น

เยือนญี่ปุ่น: พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ปฏิบัติภารกิจเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ในวันที่ 8-10 ก.พ. 58 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจรจาธุรกิจการค้า และสร้างความร่วมมือในการวางโครงสร้างเส้นทางคมนาคม

มาในเดือนเมษายน พ.ศ.2558ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กิจการภายในและการสื่อสารประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Internal Affairs and Communications: MIC) ได้เดินทางมายังประเทศไทยและได้เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหารือเกี่ยวกับความร่วมระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วยความร่วมมือด้าน ICT นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้มีการหารือกันเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไอซีทีในด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยประชาชนในการป้องกันภัยพิบัติและการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าด้วย(อีกสาขาหนึ่งจะเป็นเรื่องความร่วมมือทางด้านความมั่นคงไซเบอร์ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปเมื่อมีโอกาสครับ) โดยได้มีการหารือในรายละเอียดในระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศคือ กระทรวง MIC ของญี่ปุ่น และกระทรวงไอซีที(ในขณะนั้น) ของไทยนั่นเอง

หลังจากนั้นเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นในนำเทคโนโลยีไอซีทีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติดังกล่าว ทางกระทรวงMICของญี่ปุ่นได้มีการสนับสนุนโครงการนำร่องระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยพิบัติในปี2558 และปี 2559 ที่ผ่านมา โดยได้เน้นภัยพิบัติที่ทางประเทศไทยได้ประสบอยู่บ่อยๆ สองชนิดในเบื้องต้นคือ ภัยน้ำท่วมน้ำป่าไหลหลาก และภัยจากดินโคลนถล่ม

ประเทศของเราเอง มีภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นทุกปี รวมถึงทั้งสองชนิดดังกล่าว และนำมาซึ่งความเสียหายอย่างมาก ทางรัฐบาลไทยเองก็ได้ตระหนักและพยายามหามาตรการต่างๆ รวมถึงตั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องในการรับมือภัยพิบัติดังกล่าว โดยทั้งสองประเทศหวังว่าการนำระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยพิบัติทั้งสองชนิดนี้มานำร่องใช้ในประเทศไทย จะสามารถแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเตือนภัยพิบัติโดยตรงของประเทศ

ซึ่งก็คือศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ความเสียหายเนื่องจากภัยพิบัติในประเทศของเราลดหรือเบาบางลง อีกทั้งในอนาคตอันใกล้ ก็สามารถเปิดระบบดังกล่าวให้หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติให้สามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน

ในเรื่องรายละเอียดของระบบนั้น ฟังก์ชั่นหลักๆ ของระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยพิบัติประเภทต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการคำนวณเพื่อคาดการณ์ว่าสถานการณ์ภัยพิบัติประเภทต่างๆ เช่น กรณีของภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลากก็จะเป็นสถานการณ์น้ำ เช่นน้ำในแม่น้ำที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมายแต่ละจุดจะเกิดการท่วมล้นตลิ่งแต่ละฝั่งขึ้นมาเมื่อไหร่ เป็นต้น หรือกรณีของภัยพิบัติดินโคลนถล่มก็จะเป็นสถานการณ์ความเสี่ยงจากการเกิดดินโคลนถล่ม เช่นสภาพดินในพื้นที่เป้าหมายแต่ละจุดจะมีความเสี่ยงในการเกิดดินโคลนถล่มขึ้นเมื่อไหร่

ซึ่งโดยทั่วไปจะต้องมีการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณคาดการณ์ภัยพิบัติประเภทนั้นๆ (ตามโมเดลการวิเคราะห์คำนวณซึ่งอ้างอิงหลักวิชาการที่เชื่อถือได้) เช่นการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในพื้นที่ ก็ควรต้องการข้อมูลจำพวกปริมาณน้ำฝนที่สังเกตได้หรือการพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนที่จะเกิดขึ้น ข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ ลักษณะการใช้งานที่ดิน ปริมาณน้ำในแม่น้ำ ต่างๆ เป็นต้น เป็นข้อมูลขาเข้าเพื่อใช้ในการคำนวณเพื่อคาดการสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้นจากนี้อีกเจ็ดวันข้างหน้า เป็นต้น

จุดหนึ่งที่อาจใช้เวลาในทางปฏิบัติช่วงเริ่มแรกที่พบในบ้านเราคือการไปรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ซึ่งโดยลักษณะของตัวข้อมูลเองจะถูกรวบรวมและเก็บอยู่ตามหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องข้อมูลนั้นๆ แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา กรมพัฒนาที่ดิน กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน ต่างๆ เป็นต้น (ซึ่งในโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเป็นอย่างดี)

ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าในยุคไทยแลนด์ 4.0 ถ้าสามารถมีหน่วยงานกลางเป็นเจ้าภาพในการเก็บข้อมูลว่าในหน่วยงานใดของภาครัฐหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลสำคัญๆ ประเภทใดเก็บไว้บ้าง รวมถึงเป็นตัวกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลประเภทต่างๆ เหล่านั้นให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการนำไปใช้งานต่อยอดรวมถึงบูรณาการข้อมูลเหล่านั้นต่อไป (อย่างเช่นระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยในโครงการนี้) จะทำให้เกิดความสามารถรวมถึงมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ขึ้นได้อีกอย่างหลากหลายนั่นเอง

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3
Fortinet Security Fabric

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Categories

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com