www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

ICT Trend Watch (ตอนที่31) การเพิ่มประสิทธิภาพทราฟิกในยุคโมบายบรอดแบนด์

ICT Trend Watch (ตอนที่31) การเพิ่มประสิทธิภาพทราฟิกในยุคโมบายบรอดแบนด์
May 12
15:37 2016
ดร.ไพโรจน์ ธรรมศีลสุวรร
ดร.ไพโรจน์ ธรรมศีลสุวรร

NEC Corporation (Thailand) &Technology Coordinator of TTC, JAPAN ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและการสื่อสาร ผ่านประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ดำรงตำแหน่งคณะอนุกรรมการวิจัยวิจัยโทรคมนาคม TRIDI และอาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

“การรักษาคุณภาพของการสื่อสารไร้สายความเร็วสูงให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างไม่ติดขัดนั้น ดุจะเป็นปัญหาในเชิงเทคนิคของผู้ให้บริการการสื่อสารทั่วโลก บางรายใช้วิธีการบีบอัดไฟล์ บางรายใช้วิธีการจัดสรรทรัพยากรคอนเทนต์และความจุของแบนด์วิดธ์ เพื่อให้ได้ความเร็วที่ลูกค้าทุกคนสามารถใช้งานได้”

2คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีหลักตัวหนึ่งในการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ถูกใช้มากขึ้นในปัจจุบันคือ เทคโนโลยีแบบไร้สายอย่างเช่น บริการโมบาย 4G ข้อดีของบริการโมบายบรอดแบนด์คือ สามารถเพิ่มพื้นที่บริการได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอการลากสายไปยังบ้านของแต่ละผู้ใช้งานแต่อย่างไร (ซึ่งก็จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้บ้านเรามีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศดังกล่าวข้างต้นเป็นไปได้โดยใช้เวลาไม่นาน)

โดยในแง่ของความเร็วสูงสุดตามมาตรฐานนั้น ถ้าเป็นบริการ 4G LTEที่ใช้เทคโนโลยีอย่างการรวมคลื่นพาหะหลายๆ ตัวเข้าด้วยกันที่เรียกว่า Carrier Aggregation ก็จะสามารถให้บริการความเร็วสูงสุดตามมาตรฐานได้ในระดับหลายร้อยเมกะบิตต่อวินาทีเลยทีเดียว

สิ่งที่ตามมาเมื่อมีการใช้งานบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านทางโครงข่ายโมบายเพิ่มมากขึ้นคือ มีผู้เข้าไปดูคอนเทนต์จำพวกที่มีขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่มีภาพความละเอียดสูง วิดีโอที่มีความละเอียดสูงหรือมีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นที่มีการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปริมาณข้อมูลที่วิ่งไปมาผ่านโครงข่ายโมบายเป็นจำนวนมหาศาลเทียบกับในปริมาณข้อมูลที่วิ่งผ่านโครงข่ายโมบายยุคที่ผ่านๆ มา

อย่างไรก็ดีเราต้องคำนึงถึงว่า การติดต่อสื่อสารผ่านโมบายนั้นจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและต้องถูกนำมาใช้ร่วมกันระหว่างผู้ใช้ที่อยู่ภายใต้บริเวณสถานีฐานเดียวกัน (ซึ่งจะต่างกับการใช้บริการบรอดแบนด์แบบมีสาย ที่มีไม่ว่าจะเป็นสายโลหะหรือสายใยแก้วนำแสงวิ่งไปถึงแต่ละบ้านผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้สามารถมีทรัพยากรในการขนส่งข้อมูลเข้าออกจากบ้านตนเองโดยไม่ต้องถูกนำไปใช้ร่วมกันอย่างเช่นกรณีของโมบาย) ถ้ามีจำนวนผู้ใช้มากๆ ในเวลาเดียวกัน หรืออีกทั้งเมื่อผู้ใช้มีการเคลื่อนไหวในบางจังหวะทำให้เขาอาจจะอยู่ในจุดที่สัญญาณไม่ค่อยดี

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดโอกาสที่ความเร็วหรือประสิทธิภาพ ในการขนส่งทราฟิกผ่านโครงข่ายโมบายบรอดแบนด์ไม่คงที่ ยิ่งถ้าอยู่ในยุคความเร็ว4G ผู้ใช้ก็คงต้องคิดว่าสามารถดูหรือใช้แอพพลิเคชั่นที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ประเภทต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นวิ่งผ่านได้โดยไม่มีปัญหา ซึ่งถ้ามีผู้ใช้จำนวนมากที่อยู่ในบริเวณเดียวกันคิดเช่นนี้ก็จะทำให้ปริมาณทราฟิกที่วิ่งผ่านโครงข่ายโมบายสูงมากจนทำให้เกิดความแออัดและติดขัดในการติดต่อสื่อสารยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ต้องใช้เวลานานกว่าที่คอนเทนต์ที่เข้าไปดูจะถูกแสดงผลขึ้นมา (ซึ่งถ้านานเกินไปผู้ใช้ก็จะเลิกการเข้าไปยังคอนเทนต์นั้น) หรือกรณีของวิดีโอก็จะเกิดอาการหยุดเป็นพักๆ เป็นต้น นั่นเอง ซึ่งในที่สุดจะทำให้คุณภาพของประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้ผ่านโมบายแย่ลง

ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เราจะได้เห็นต่อจากนี้ก็คือผู้ให้บริการโครงข่ายโมบายบรอดแบนด์ความเร็วสูงเหล่านี้ได้พยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทราฟิกข้อมูลที่วิ่งผ่านโครงข่ายของตน โดยใช้เทคโนโลยีประเภทที่เรียกว่า การOptimizationซึ่งจริงๆ แล้วจะประกอบด้วยเทคนิคหลายๆ อย่าง แต่โดยคอนเซ็ปต์หลักๆ ก็จะพยายามควบคุมปริมาณข้อมูลที่ไหลผ่านโครงข่าย รวมถึงควบคุมจังหวะในการขนส่งข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น การบีบอัดขนาดไฟล์ภาพที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ให้มีขนาดและความละเอียดลดลงโดยดูจากขนาดของหน้าจอสมารท์โฟนที่ผู้ใช้ใช้อยู่เป็นต้น

1ในญี่ปุ่นเองเราจะเห็นได้ว่ามีผู้ให้บริการโมบายบางรายก็ได้ออกมาประกาศบนเว็บไซต์ว่า ได้มีการทำoptimization เพื่อทำให้สามารถแสดงหน้าเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น หรือทำให้สามารถเริ่มเล่นวิดีโอได้เร็วขึ้น โดยลงรายละเอียดถึงระดับประเภทของไฟล์รูปภาพ และไฟล์วิดีโอที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพเช่น ไฟล์รูปภาพประเภท BMP, jpg, gif หรือ PNG ส่วนไฟล์วิดีโอประเภท MPEG, AVI, MOV, FLV, MP4, 3GP, WebM, ASF, WMV เป็นต้น

ข้อควรระวังของการทำการบีบอัดไฟล์เหล่านี้คือ ต้องระวังไม่ให้ผู้ใช้รู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากต้นฉบับ หรือเกิด error ขึ้นจากการแสดงไฟล์เหล่านี้หลังจากทำการบีบอัด อีกทั้งอาจต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้ใช้ให้ถูกต้องถึงความจำเป็นที่ต้องทำการบีบอัดเหล่านี้ มิเช่นนั้นอาจมีผู้ใช้ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ให้บริการต้องมีการ(แอบ)ทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไฟล์ต้นฉบับดังที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งในบางผู้ให้บริการโมบายในญี่ปุ่นก็จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ที่จะไม่ให้ทำกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ก็ได้

นอกจากการบีบอัดไฟล์ต่างๆ อย่างรูปภาพและวิดีโอข้างต้นแล้ว อีกเทคนิคหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับคอนเทนต์ในปัจจุบันซึ่งมีสัดส่วนของคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอที่ถูกเข้ารหัสอย่าง HTTPS (SSL encryption) เป็นจำนวนมากขึ้นๆ เนื่องจากservice providers หลักๆ บนอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็น ยูทูปเฟซบุ๊กและอื่นๆ ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทำให้ปริมาณทราฟิกประเภทนี้มีจำนวนมากอย่างเช่นบางประเทศในยุโรปมีมากกว่าครึ่งของคอนเทนต์เลยทีเดียว

ปัญหาหลักของคอนเทนต์ประเภทนี้คือ เราไม่สามารถทราบข้อมูลที่จำเป็นสำหรับทำการเพิ่มประสิทธิภาพโดยวิธีที่ผ่านๆ มา(เนื่องจากเนื้อหาถูกเข้ารหัสไปแล้ว) อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นเทคนิคใหม่ๆ ที่ทำการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทราฟิกประเภทนี้ โดยอาศัยการตรวจจับคอนเทนต์ประเภทนี้จากรูปแบบของการความเร็วในการส่งข้อมูลบวกกับระยะเวลาที่มีการคงความเร็วดังกล่าว จากนั้นเราสามารถทำการควบคุมความเร็วในการส่งวิดีโอที่ถูกเข้ารหัสนี้โดยพยายามปรับความเร็วลงมาให้คงที่ในระดับที่พอเหมาะพอดีทำให้ไม่ให้เกิดการใช้แบนด์วิดธ์ในการรับส่งจำนวนมากในเวลาอันสั้น (ซึ่งแน่นอนว่าต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประสบการณ์การชมวิดีโอของผู้ใช้ด้วยในขณะเดียวกัน) ทำให้ลดโอกาสที่โครงข่ายโมบายจะเกิดความแออัดขึ้นเนื่องจากแบนด์วิดธ์ไม่พอ

นอกจากเทคนิคดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเทคนิคในการควบคุมจังหวะในการส่งข้อมูล ยกตัวอย่างเช่นทำการปรับแต่งพารามิเตอร์สำหรับโปรโตคอลในชั้นขนส่งอย่าง TCP และอื่นๆ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ทำมาในท้ายที่สุดก็มุ่งสู่เป้าหมายในการทำให้โครงข่ายโดยรวมไม่เกิดความแออัดให้ได้มากที่สุด รวมถึงต้องไม่ทำให้ประสบการณ์การชมหรือใช้คอนเทนต์ของผู้ใช้เกิดผลกระทบด้วยนั่นเอง

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.