www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

ICT Trend Watch (ตอนที่ 65) จุดที่ควรพิจารณาในทางปฏิบัติเพื่อเตรียมเปิด 5G ผ่านกรณีศึกษาในต่างประเทศ

ICT Trend Watch (ตอนที่ 65) จุดที่ควรพิจารณาในทางปฏิบัติเพื่อเตรียมเปิด 5G  ผ่านกรณีศึกษาในต่างประเทศ
July 09
16:47 2019

“ขอออกความเห็นเกี่ยวกับจุดที่ควรพิจารณาในทางปฏิบัติเพื่อเตรียมเปิด 5G สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องในอีโคซีสเต็มของ 5G ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การใช้หลักการเดิมสำหรับการลงมือวางโครงข่าย 5G จะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ภาครัฐจะต้องเข้าใจเกณฑ์ตัวชี้วัดที่เปลี่ยนไปหลักจากเอกชนได้ใบอนุญาต 5G”

คงปฏิเสธไม่ว่าได้หนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังถูกกล่าวถึง คาดหวังและปรากฏเป็นข่าวมากที่สุดคือ เทคโนโลยี 5G โดยในบ้านเราทั้งทางภาครัฐอย่างเช่น กสทช. หรือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภาคเอกชนอย่างเช่น ผู้ให้บริการโมบาย ตลอดจนภาคการศึกษาวิจัย อย่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีความร่วมมือกันศึกษาทั้งทางด้านเทคนิค และ การนำไปใช้งานหรือยูสเคสต่างๆ

ในบทความนี้จะขอแนะนำในรายละเอียดของบางจุดสำคัญในทางปฏิบัติที่ได้ถูกนำมาพิจารณาในการเตรียมเปิดให้บริการ 5G ในญี่ปุ่น เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาในการเข้าสู่ยุค 5G ของบ้านเราในทางปฏิบัติ (นอกเหนือจากการทดสอบคุณสมบัติทางเทคนิค รวมถึงสาธิตทดลองยูสเคสต่างๆสำหรับบ้านเราที่กำลังมุ่งมั่นทำกันอยู่) กันครับ

จุดแรกที่ควรพิจารณาคือการสร้างพื้นที่บริการให้ครอบคลุม ซึ่งจะเปลี่ยนไปจากพื้นที่ครอบคลุมในปัจจุบัน เนื่องจากเป้าหมายของบริการเปลี่ยนไปจาก บริการเสียงหรือข้อมูลเพื่อให้มนุษย์ใช้งาน (ผ่านอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟน เป็นต้น)เป็นหลักมาเป็นบริการ 5G เพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้ดัชนีในการประเมินพื้นที่ที่บริการครอบคลุม(ที่ถูกทางภาครัฐที่มีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ใช้ในการประเมินคะแนนผู้ให้บริการโมบายที่เข้ามาขอรับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ย่านต่างๆที่ถูกจัดสรรสำหรับ 5G ด้วย)

ดร.ไพโรจน์สิ่งที่เปลี่ยนจากแนวคิดว่า บริการจะต้องครอบคลุมพื้นที่ประชากรทั่วประเทศได้เท่าไหร่ภายในเวลากี่ปี เป็นหลักในปัจจุบัน มาเป็นการตั้งดัชนีโดยคำนึงถึงว่า สามารถครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 5G อย่างยืดหยุ่นไปในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในเมืองหรือชนบทโดยครอบคลุมทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บริการ 5G ยังถูกคาดหวังว่าจะสามารถช่วยในการแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าให้กับภูมิภาคต่างๆได้(ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับบ้านเราอย่างมากเช่นเดียวกัน) รวมถึงในแง่ของความสามารถในการเปิดให้บริการอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชนบทอีกด้วย เพื่อการนี้ในรายละเอียดของพื้นที่บริการ ก็จะเปลี่ยนไป

จากแต่เดิมที่เน้นให้น้ำหนักกับพื้นที่ที่ครอบคลุมประชากรจำนวนมากเป็นหลัก (เช่น เริ่มต้นบริการด้วยการครอบคลุมพื้นที่ในตัวเมืองใหญ่ๆโดยเน้นที่ย่านที่คนอยู่อาศัยเป็นหลัก ดังที่ใช้ในปัจจุบัน) มาเป็นครอบคลุมไม่เพียงแต่พื้นที่ย่านพักอาศัย แต่ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพทางอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นในตัวเมืองหรือในชนบท โดยเน้นที่การพัฒนาบริการ 5G เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมและส่งเสริมการทำให้ภูมิภาคมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

จุดต่อมาซึ่งอาจมองว่าเป็นผลต่อเนื่องจากจุดแรกคือ คอนเซ็ปในการวางสถานีฐานให้ครอบคลุมบริเวณกว้างทั่วประเทศ โดยมีข้อควรระวังเนื่องจากลักษณะของคลื่นความถี่ 5G ที่มีรัศมีครอบคลุมต่อสถานีฐานมีขนาดเล็กกว่า ถ้ายังใช้ดัชนีวัดพื้นที่ครอบคลุมอย่างในปัจจุบันดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ผู้ให้บริการโมบายต้องเสียเงินลงทุนวางสถานีฐานเป็นจำนวนมากกว่าในปัจจุบันมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการเปิดบริการ 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีประชากรน้อยนั่นเอง

ในญี่ปุ่นจึงได้ทำการแบ่งพื้นที่ทั่วประเทศออกเป็นส่วนๆที่เรียกว่า mesh ครอบคลุมพื้นที่ละประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร (ซึ่งแน่นอนว่ามีข้อยกเว้นสำหรับบางพื้นที่เช่นภูเขา หรือ พื้นที่ที่เป็นผิวทะเล เป็นต้น) และอนุญาตให้ผู้ให้บริการโมบายที่ต้องการรับการจัดสรรคลื่นความถี่ วางสถานีฐานตัวหลักที่เรียกว่า 5G advanced base station เป็นศูนย์กลาง และภายในพื้นที่ส่วนเดียวกัน จะสามารถสร้างพื้นที่บริการครอบคลุมย่อยๆขึ้น โดยวางสถานีฐานย่อยที่เรียกว่า Sub station เชื่อมต่อมาจากสถานีฐานหลัก

ทำให้เริ่มแรกในการสร้างโครงข่าย 5G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จึงเน้นที่การวางสถานีฐานตัวหลักเป็นหลักก่อน บวกกับสถานีฐานย่อยเท่าที่จำเป็น จากนั้นจึงขยายไปยังสถานีฐานย่อยเพิ่ม เมื่อมีพื้นที่ที่จำเป็นต้องครอบคลุมเพิ่มเติมเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับบ้านเราคงต้องฝากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างกสทช. ให้ศึกษาและคุยกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อวางดัชนีที่เหมาะสมกับเป้าหมายการให้บริการ 5G ในบ้านเราเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการเปิดบริการ 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายให้บริการในบ้านเราด้วย

openจุดที่สามซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องความคาดหวังที่ 5G จะมาช่วยพัฒนาพื้นที่ในส่วนภูมิภาคในการทำการทดลองทดสอบ 5GField Trails ในญี่ปุ่น เขาจะมีการตั้งสาขาหลักๆไว้8 ประเด็น เพื่อเป็นเป้าหมายในการทำการทดลองทดสอบตั้งแต่ปี 2017-2019 ซึ่งในอีกนัยหนึ่งก็เปรียบเสมือนกับการตีกรอบใหญ่ในการทำยูสเคสเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงกับเป้าหมายหลักของการให้บริการ 5G ในระดับประเทศนั่นเอง

โดยจะมีประเด็นหลักเช่น สาขา Labor Force เช่นในปีแรก ได้มีการลองควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างจากทางไกลเพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่จะควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างที่สถานที่ก่อสร้างต่างๆในปีต่อมาก็มีการเพิ่มบริการประเภทโรงงานอัจฉริยะอย่างเช่นในไลน์ผลิต จะมีเซนเซอร์สามมิติเพื่อจับตำแหน่งของหุ่นยนต์ที่ใช้ในการผลิตกับ ชิ้นงาน และป้อนกลับข้อมูลที่ได้ไปยังตัวควบคุมเพื่อปรับเปลี่ยนการควบคุมหุ่นยนต์ให้เหมาะสมเป็นต้น นอกจากยังมีสาขาทางอุตสาหกรรมท้องถิ่น อย่างเช่น การเกษตรอัจฉริยะ สาขาทางการท่องเที่ยวสาขาทางการศึกษาอย่างเช่น โรงเรียนอัจฉริยะ

สาขา Mobility อย่างเช่น ขบวนรถไร้คนขับหรือ platooning (การใช้คนขับรถนำขบวน และรถคันอื่นๆ ที่ตามมาในขบวนเป็นรถไร้คนขับ การขับเป็นขบวนจะช่วยลดแรงต้านอากาศที่กระทำต่อรถแต่ละคัน ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงและลดจำนวนคนขับรถที่ต้องใช้ทั้งหมด) การสนับสนุนปฏิบัติการของรถกวาดหิมะให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น สาขาทางการแพทย์การพยาบาลเช่นการรักษาทางไกล สาขาทางการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสาขาทางบัตรมายนัมเบอร์ของญี่ปุ่น(หมายเลขประจำตัวบุคคลที่ประเทศกำหนดให้) เพื่อใช้รับบริการภาครัฐ เป็นต้น

จุดที่สี่ซึ่งทางกระทรวงระบุไว้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการจัดสรรความถี่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับจุดเด่นทั้งสามของ 5G คือมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป้าหมายหลักหนึ่งของบริการ 5G คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำพวก IoT แต่จากการสำรวจของสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติของญี่ปุ่นหรือ NICT ที่มีการสังเกตเฝ้าระวังการโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก พบว่าตั้งแต่ปี 2016 เป็นเวลา 3 ปี จำนวนการโจมตีได้เพิ่มขึ้นเกือบ4 เท่า และประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายการโจมตีคืออุปกรณ์  IoT ต่างๆไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เราท์เตอร์ เว็บแคเมอรา อุปกรณ์ต่างๆเป็นต้น

ยิ่งในยุค 5G ที่จะมีผู้ใช้เป็นอุปกรณ์ IoT เกิดขึ้นอย่างมากมายนั้น ปัญหาเรื่องนี้ถูกคาดว่าจะยิ่งทวีความสำคัญและรุนแรงขึ้นมาก ดังนั้นในการใช้งาน 5G  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทางด้าน IoT ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีมาตรการเตรียมตัวรับมือทั้งทางด้านการป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์ ตลอดจนมาตรการรับมือเมื่อถูกโจมตี(เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าระบบจะไม่มีวันถูกโจมตีได้ถึงแม้ว่าจะเตรียมป้องกันไว้เพียงใด)ไว้ล่วงหน้านั่นเอง

Tags

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3
SDWAN NSS Lab
CEBIT 300x250

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Categories

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com