www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 Cyber-Physical Systems (ตอนที่ 1)

ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 Cyber-Physical Systems (ตอนที่ 1)
December 13
13:26 2016
ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์
ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์

ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ประธานกรรมการนโยบายไอซีที มหาวิทยาลัยศรีปทุม อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

“การทำความเข้าใจในบริบทของเทคโนโลยี พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป รวมถึงกระบวนการดำเนินธุรกิจในโลกธุรกิจยุคศตวรรษที่ 21 มีความจำเป็นต่อความอยู่รอดและการได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน โลกยุคCyber-Physical Systemsจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามได้ในบทความชุดนี้ โดยในตอนนี้จะทำความเข้าใจกับเทคโนโลยี IoTกับความจำเป็นในธุรกิจอย่างละเอียด”

HPE1 662x190

1ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า Internet of Things (IoT) จนคุ้นหูมากแม้ในกลุ่มผู้ที่อยู่นอกแวดวงของเทคโนโลยีก็ตาม ทุกคนรู้ว่า IoTนั้นเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เช่น RFID, QR code, Beacon, Sensors ทุกชนิด และอื่นๆ แต่จริงๆ แล้วมันคืออะไรและสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจยุคใหม่ และที่คนเขาพูดกันว่า IoTจะเป็นกลไกสำคัญที่จะปฏิรูปอุตสาหกรรมและธุรกิจในทุกๆ ด้านที่ฝรั่งใช้คำว่า “Industry 4.0 หรือ Smart Manufacturing และ Global Value Chain หรือ Global Supply Chain” มันจะสำคัญถึงขนาดนั้นจริงหรือ แล้วมันจะเชื่อมโยงกับ Service Science นั้นอย่างไร

บทความชุดใหม่นี้จะพยายามอธิบายและเชื่อมโยงกันให้เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ที่สำคัญจะพยายามชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จะมองข้ามแนวโน้มของเทคโนโลยีกลุ่มนี้และไม่ทำความเข้าใจกับมันและไม่เรียนรู้มันให้ลึกซึ้งไม่ได้ และต้องสามารถนำมาประยุกต์และสร้างนวัตกรรมในด้านอุตสาหกรรมและธุรกิจที่จะช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้ก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง

ความหมายของ Internet of Things (IoT)
เชื่อกันว่าคำ “Internet of Things” เริ่มพูดกันมากว่า 15 ปี และKevin Ashton ชาวอังกฤษผู้ร่วมก่อตั้ง Auto-ID Center ที่สถาบันเทคโนโลยี MIT ศูนย์วิจัยและกำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบ RFID และ Sensors จนกลายเป็น EPCGlobalที่กำหนดมาตรฐานรหัสสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Product Code, EPC) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้เป็นผู้พูดถึงคำนี้ครั้งแรกในการบรรยายเรื่องเกี่ยวกับอิทธิพลของ RFID ที่บริษัท Procter & Gamble (P&G) ในราวปี 1999

Kevin Ashton บอกว่าสาเหตุที่เขาใช้คำว่า “Internet of Things” ในครั้งนั้นเป็นเพราะว่า คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ยังต้องพึ่งพาคนในการสร้างและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วยการ Key เข้าหรือด้วยการถ่ายภาพ หรือสแกนภาพ และอื่นๆ ที่ผ่านการกระทำด้วยคน แต่การบันทึกด้วยคนมีข้อจำกัดมาก นอกจากความช้าแล้วยังไม่มีความละเอียดและขาดความต่อเนื่อง เป็นผลให้การบันทึกข้อมูลนั้นถ้าไม่ผิดพลาดก็ไม่สมบูรณ์และไม่ครบถ้วนอีกทั้งยังไม่ต่อเนื่อง

ข้อสังเกตของ Kevin Ashton นั้นสำคัญอย่างไร ลองดูตัวอย่างสักหนึ่งตัวอย่าง โรงงานส่งใบแจ้งให้ลูกค้าว่าได้ส่งสินค้าที่สั่งแล้ว เมื่อได้รับแจ้งผู้รับจะนำข้อมูลที่แจ้งในเอกสารบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ผู้รับก็จะได้ข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ว่าสินค้าได้ถูกส่งมาให้แล้ว ประโยชน์ก็พอมีบ้างและก็ไม่มาก แต่ถ้าให้เครื่องจักรรายงานข้อมูลเองและทำอย่างต่อเนื่องได้ ในบริบทนี้คอมพิวเตอร์ของผู้รับจะคุยกันกับอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับหีบห่อสินค้าที่เดินทางด้วยรถขนส่ง

ในขณะเดียวกันระบบ GPS ก็จะจับตำแหน่งของรถขนส่งที่เดินทาง ข้อมูลจะถูกรวบรวมประมวลผลและส่งไปให้ผู้ที่จะรับสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะทางเดินทาง ทำให้ผู้รับสินค้าสามารถรับรู้ตำแหน่งและสถานภาพของสินค้าได้ต่อเนื่อง ถ้าหากสินค้านั้นเป็นเนื้อสดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิในขณะขนส่ง ภายในรถขนส่งจะติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิที่สามารถส่งข้อมูลไปให้ผู้รับปลายทางร่วมกับข้อมูลอื่น ทำให้ผู้รับมั่นใจว่าเนื้อสดที่ต้องการคุณภาพสูงนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิให้มีความสดตามที่ตกลงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเดินทางได้

Internet of Things จึงเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการทำให้สรรพสิ่งทุกชนิดในโลกสามารถรายงานข้อมูลและสื่อสารข้อมูลกับสรรพสิ่งอื่นๆ ได้ผ่านอินเทอร์เน็ตและทำได้อย่างต่อเนื่อง

การรายงานและบันทึกข้อมูลของสรรพสิ่งในโลกมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมนุษย์เราอยู่ในสังคมที่ต้องพึ่งพามนุษย์ด้วยกัน และพึ่งพาสรรพสิ่งที่เป็นกายภาพ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมเพื่อคงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติตามธรรมชาติของมนุษย์ เราต้องการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของเราอย่างต่อเนื่อง เราต้องการรู้ว่าเครื่องจักรในโรงงาน ณ วิธีใดวิธีหนึ่งทำงานได้เป็นปกติหรือไม่ หรือมีสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังจะเกิดปัญหา เราต้องการรู้สถานภาพของวัสดุคงคลังว่าสอดคล้องกับตารางการผลิตอย่างต่อเนื่องหรือไม่เพื่อจะได้จัดการการสั่งซื้อวัสดุเพื่อป้อนสายการผลิตได้อย่างไม่ติดขัด

เราต้องการควบคุมระบบไฟฟ้าและอุณหภูมิในบ้านพักในขณะที่อยู่นอกบ้าน เราต้องการรู้พฤติกรรมของลูกค้าที่เดินซื้อสินค้าในห้างเพื่อกำหนดมาตรการจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าให้มากที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเพียงบางตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลที่ถูกส่งมาจากสรรพสิ่งโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการทำงานของมนุษย์ เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสิ่งของโดยตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์

นอกจากความต้องการข้อมูลเพื่อติดตามสถานภาพและพฤติกรรมของสรรพสิ่งตามที่กล่าวข้างต้น บางครั้งเรายังต้องเพิ่งพาสติปัญญาของคนเพื่อทำให้ข้อมูลที่ได้มีประโยชน์มากขึ้น เช่นสามารถบอกได้ว่าสินค้าที่วางจำหน่ายนั้นมีความปลอดภัยที่จะบริโภคหรือไม่ สินค้ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพและคุณภาพของสินค้าและเครื่องจักรตลอดช่วงวงจรชีวิตของสินค้าเหล่านั้น

เราต้องการรู้สภาพความสมบูรณ์ของเครื่องจักรทุกชิ้นในโรงงาน เราต้องการรู้ระยะเวลาการเดินทางของวัตถุดิบจากผู้ผลิตต้นทางมาสู่โรงงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต เราต้องรู้ว่าทุกครั้งที่บริษัทคู่ค้าเปลี่ยนปริมาณหรือเปลี่ยนคุณลักษณะของสินค้าที่สั่งซื้อ โรงงานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับการสั่งซื้อ ทั้งหมดนี้นอกจากต้องอาศัยข้อมูลที่สื่อสารกันระหว่างสิ่งของ (Things) กับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง ยังต้องอาศัยสติปัญญาของคนเพื่อช่วยสนับสนุนการประมวลผลและตัดสินใจด้วย

Internet of Things (IoT) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ทั้งคน เครื่องจักร สินค้า และสรรพสิ่งทุกชนิดบนโลกใบนี้กลายเป็น “Data Point” หรือจุดที่เกิดของข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองและสภาพแวดล้อมที่สรรพสิ่งนั้นปรากฏอยู่ เพื่อนำข้อมูลนั้นไปแลกเปลี่ยนและจัดเก็บเพื่อให้ถูกนำไปใช้ประมลผลจนเกิดคุณค่าต่างๆ ได้ Gartner ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกได้ให้ความหมายของ Internet of Things (IoT) ได้อย่างชัดเจนว่า…

“IoTหมายถึงเครือข่ายที่ประกอบด้วยสรรพสิ่งทางกายภาพ (Physical things: คน เครื่องจักร สินค้า ฯลฯ) ที่มีอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Embedded Technology) ที่ถูกฝังตัวอยู่ หรือพกติดตัว หรือติดตั้งไว้กับสรรพสิ่งเหล่านี้เพื่อใช้สำหรับสื่อสารกัน (Communicate) หรือทำให้สามารถรับรู้ได้ (Sense) หรือปฏิสัมพันธ์ได้ (Interact) เกี่ยวกับสถานภาพของตนเอง หรือกับสิ่งแวดล้อมภายนอก (their internal states or the external environment)”

จากที่บรรยายมาข้างต้น Internet of Things (IoT) จึงหมายถึงสิ่งต่างๆ (Things) ที่ติดตั้งด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดพิเศษ มีระบบซอฟต์แวร์ฝั่งตัวและเซ็นเซอร์ เพื่อจัดทำและส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสิ่งที่มีกายภาพอื่นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นผลให้สิ่งต่างๆ นั้นถูกรับรู้ได้ ติดตามได้ และควบคุมจากสถานที่ห่างไกลได้

อ่านต่อฉบับหน้า

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_2

Like Us On Facebook

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com

Categories