www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • CiRA CORE แพลตฟอร์ม AI สัญชาติไทย อัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานพร้อมขยายฐานไปสู่เอสเอ็มอี ความสำเร็จของแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทย CiRA CORE เดินหน้าปรับบิสซิเนสโมเดล อัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานด้วย NVIDIA DGX A100 ที่ให้ความเร็วระดับ 5 Petaflops เตรียมพร้อมขยายฐานไปสู่เอสเอ็มอีเช่าใช้งาน...
  • วริษา อนันตรัมพร กับภารกิจสร้าง อินเตอร์ลิ้งค์ 4.0 สัมภาษณ์พิเศษ วริษา อนันตรัมพร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ดิจิทัลเนทีฟตัวจริง ที่ก้าวขึ้นมาสานต่อภารกิจของ สมบัติ–ชลิดา อนันตรัมพร เพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จแบบมืออาชีพอีกครั้ง และอีกครั้ง...
  • Key Processes of PDPA เก็บเกี่ยวความรู้จาก ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ หนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการวางกลยุทธ์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ถึงแนวคิดและหัวใจสำคัญของการปรับกระบวนการขององค์กรให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหาคำตอบถึงกลไกที่ทำให้องค์กร ประสบความสำเร็จในการสร้างกระบวนการให้สอดคล้องกับ PDPA...
  • สำรวจความพร้อม KTC บนถนนสายดิจิทัล สำรวจความพร้อมของ KTC ในมุมมองของ วุฒิชัย เจริญผล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – Information Technology บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การก้าวไปสู่ธุรกิจดิจิทัล กับยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อพลิกโฉมให้มี Digital service, Digital product และ Digital channel เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและการแข่งขันในโลกดิจิทัล...
  • 10 แนวโน้มเทคโนโลยีในกิจการภาครัฐ 10 อันดับแนวโน้มเทคโนโลยีพลิกโฉมกิจการภาครัฐแห่งปี 2564 ประกอบด้วย เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย การควบคุมค่าใช้จ่าย และการจัดการความท้าทายด้านประสบการณ์ของประชาชนต่อภาครัฐ...

ยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ 8E Esthetic – Worthiness: บริหารอย่างมีประสิทธิสาร เพื่อผลลัพธ์ที่เลอค่า

ยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ  8E Esthetic – Worthiness: บริหารอย่างมีประสิทธิสาร เพื่อผลลัพธ์ที่เลอค่า
February 15
10:35 2017

“เรียนรู้หลักการบริหารอย่างมีประสิทธิสาร ที่เข้ามาเป็นตัวกำหนดเป้าหมายใหม่ในทางธุรกิจ จากการคำนวณอัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุน ที่พิจารณามูลค่าและกำไรสูงสุดเท่านั้น ขาดความเลอค่าในเชิงผลลัพธ์ จะพลิกไปสู่การบริหารผลลัพธ์ที่เลอค่าในสังคมและประเทศ โดยเฉพาะผู้นำที่ต้องบริหารประเทศ ด้วยการคำนวณผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment) แทน”

1ผลสัมฤทธิ์มี 3 ลักษณะ ได้แก่ ผลลัพธ์ที่มูลค่า ผลลัพธ์ที่มีคุณค่า และผลลัพธ์ที่มีความเลอค่า ซึ่งบทความตอนที่ผ่านมา ผมได้อธิบายไปแล้ว2 ลักษณะ คือ ผลลัพธ์ที่มีมูลค่าและคุณค่า ในบทความตอนนี้ นำเสนอ ยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อผลลัพธ์ที่เลอค่า (Outdo Management Strategy) หรือที่ผมเรียกว่า “การบริหารอย่างมีประสิทธิสาร (Esthetic – Worthiness)”

ผมสร้างคำว่า “ประสิทธิสาร” ขึ้นมาจาก 2 คำ คือ ประสิทธิ + สาระ โดยคำว่า “สาระ” มาจากคำว่า “ผลสาร” อันหมายถึง แก่นสาระของผลที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่เป็นแก่นสาร เป็นประโยชน์และเมื่อรวมกับคำว่า “ประสิทธิ” แล้ว จึงหมายความว่า การทำให้สิ่งที่เป็นแก่นสาระหรือมีประโยชน์สำเร็จ ทั้งนี้สิ่งที่เป็นแก่นสาร จะต้องมีคุณค่าสูงสุดท่ามกลางสิ่งที่มีคุณค่าทั้งหลาย ซึ่งผมเรียกสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดนี้ว่า “เลอค่า”
การบริหารอย่างมี “ประสิทธิสาร” คือ การบริหารบนแก่นสาระที่เลอค่า ยิ่งบริหารได้ผลลัพธ์ที่เลอค่า ยิ่งได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์บริหาร เป้าหมายหนึ่งของการบริหารที่ผู้บริหารทุกคนควรไปถึง คือ การก้าวสู่การบริหารผลลัพธ์ที่เลอค่าในสังคมและประเทศ โดยเฉพาะผู้นำที่ต้องบริหารประเทศ ควรเลือกทำสิ่งที่เลอค่าหรือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดในโจทย์ทุกโจทย์ก่อนเสมอ

ตัวอย่างการบริหารที่จะนำไปสู่การบริหารเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เลอค่า เช่น การคำนวณผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment– SROI) แทนเพียงการคำนวณอัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุน (Return on Investment – ROI เพียงอย่างเดียว เพราะอัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุนจะพิจารณาที่ตัวเงิน หรือ “มูลค่า” เป็นหลักโดยจะมุ่งเน้นลงทุนเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเท่านั้น

ขณะที่ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนจะนำผลลัพธ์ด้านสังคม (Social Impact) ในด้านต่างๆ มาคำนวณหา “มูลค่าเป็นตัวเงิน” (Monetized Value) แล้วเปรียบเทียบกับมูลค่าทางการเงินของต้นทุนที่ใช้เพื่อพิจารณาว่ากิจการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมคิดเป็นมูลค่าเท่าไรต่อเงิน 1 บาทที่ลงทุนไป ทั้งนี้ การประเมิน SROI จะทำให้ผู้ประกอบการทราบว่าโครงการใด คือ โครงการที่เลอค่า หรือมีคุณค่า (ทางสังคม) สูงที่สุด

ยกตัวอย่างเช่นโครงการ Craft Caf? เป็นโครงการนำร่องในการใช้ศิลปะมาช่วยลดความแยกตัวและความเหงาของผู้สูงอายุ โดยช่วยให้สามารถรับมือในทางสร้างสรรค์กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คนเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โครงการนี้ได้มีการนำ SROI เข้ามาประเมิน พบว่า โครงการนี้สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้ 8.27 ปอนด์ ต่อการลงทุน 1 ปอนด์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในกรณีต่างๆ พบว่า ถ้าจำนวนคนในครอบครัวที่ได้รับประโยชน์เพิ่มจาก 1 คนเป็น 2 คน จะทำให้ได้ผลตอบแทนทางสังคมเพิ่มขึ้นจาก 8.27 ปอนด์ เป็น 9.57 ปอนด์ต่อการลงทุน 1 ปอนด์เลยทีเดียวดั้งนั้นถ้าโครงการนี้จะบริหารให้เกิดผลลัพธ์ที่เลอค่า จะต้องทำให้คนในครอบครัวได้ประโยชน์มากกว่า 1 คน

การบริหารโครงการโดยใช้การคำนวณผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนไม่ได้มีเฉพาะที่ต่างประเทศเท่านั้น ประเทศไทยมีโครงการที่ใช้การประเมิน SROI เช่นกัน อาทิ โครงการการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน ของ สสส. ซึ่งใช้เงินลงทุนไป 1.454 พันล้านบาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 – 2554 มูลค่าของผลตอบแทนจากโครงการนี้สูงถึง 378.7 พันล้านบาท (โครงการนี้ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงกว่า 66,614 กรณี ซึ่งผู้เสียชีวิต 1 คน จะคิดเป็นต้นทุนประมาณ 5.7 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางสังคมถึง 130 บาท ต่อการลงทุน 1 บาท

2โครงการควบคุมการสูบบุหรี่ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. โดย สสส. ได้ลงทุนกับโครงการนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 – 2554 ด้วยเงินลงทุนประมาณ 1.43 พันล้านบาท แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาถึง 29.873 พันล้านบาท โดยคิดเป็นผลตอบแทนทางสังคม 18 บาทจากการลงทุน 1 บาท

นอกจากนี้ ผมจะขอยกบางประเด็นที่สะท้อนการดำเนินการที่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่เลอค่า เช่น การบริหารโลจิสติกส์ของไทย กล่าวคือ

(1) ประเทศไทยมองข้ามการเป็นศูนย์กระจายสินค้าของภูมิภาค แต่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและขนถ่ายสินค้า ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกับประเทศสูงที่สุด หากเรากำหนดจุดยืนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าเหมือนสิงคโปร์หรือฮ่องกง จะสร้างมูลค่าเพิ่มในกิจกรรมโลจิสติกส์ได้มากกว่าแม้เป้าหมายไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งและขนถ่ายสินค้า หรือ ศูนย์กระจายสินค้าของภูมิภาค ล้วนดี แต่ภาครัฐควรเลือกเป้าหมายที่มีคุณค่าสูงกว่า
(2) การพัฒนาโลจิสติกส์โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก มากกว่าการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ เป้าหมายการยกระดับโลจิสติกส์ โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานมีคุณค่าและเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่อาจจะไม่เลอค่า การพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนาตนเองและพัฒนาองค์กรให้มีต้นทุนการให้บริการโลจิสติกส์ที่สามารถแข่งขันได้จะใช้งบประมาณน้อยกว่า (นำงบไปทำอย่างอื่นได้เพิ่มขึ้น) และจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตโดยตรงและในระยะยาวมากกว่า นั่นคือ การพัฒนาคน การเพิ่มผลิตภาพ และการเพิ่มรายได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องคุณค่าและความเลอค่ามีเส้นบางๆ กั้นอยู่ สิ่งสำคัญ คือ การแยกแยะโดยยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เมื่อยึดผลประโยชน์ส่วนรวมแล้ว จะทำให้เห็นสิ่งที่เลอค่าง่ายขึ้น

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Interview: Digital Disruption

Interview: New Roles CISO

Interview: Next Gen SOC

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com