www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

ยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ 8E ประสิทธิกาล (Eschatonicity): บริหารที่เอาชนะผลแห่งกาละ

ยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ 8E ประสิทธิกาล (Eschatonicity): บริหารที่เอาชนะผลแห่งกาละ
May 12
17:11 2017

“ยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ ด้วยหลักการ 8E ที่ผู้เขียนได้สร้างเป็นโมเดลขึ้น ในฉบับนี้เป็น E ตัวสุดท้าย คือ Eschatonicity หรือ ประสิทธิกาล นับเป็นสุดยอดปรารถนาของนักบริหาร ที่สามารถบริหารจัดการด้าน ความคงทน ผลยั่งยืน การอยู่ได้นาน ยืนยาวที่สุดปลายปริมณฑลกรอบเวลา จนนำไปถึงความยั่งยืนที่แท้จริง”

1คำว่า ประสิทธิกาล เป็นคำที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมา เกิดจากการรวมคำศัพท์ 2 คำ เข้าด้วยกัน ได้แก่ คำว่า ประสิทธิ และ คำว่า กาล หรือ กาละ โดยกาล คือ กาลเวลา คราว ครั้ง หน และเรียกเป็นคำภาษาอังกฤษที่ผมสร้างขึ้นมา คือ Eschatonicity

HPE1 662x190

คำว่า ประสิทธิกาล จึงหมายถึง การบริหารที่สามารถเอาชนะผลแห่งกาละได้ (Beyond Temporality) ซึ่งหลักการในการบริหาร คือ การบริหารจัดการที่เน้นความคงทน ผลยั่งยืน การอยู่ได้นาน ยืนยาวที่สุดปลายปริมณฑลกรอบเวลา จนนำไปถึงความยั่งยืนที่แท้จริง

หลายองค์กรในหลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ร่วมมือกันหาวิธีการ การกำหนดนิยาม การสร้างตัวชี้วัดที่เป็นมาตรฐานสากลเพื่อบ่งชี้และประเมินถึงความยั่งยืนในการบริหารของแต่ละประเทศ และหนึ่งในนั้น คือ บริษัท Robecosam บริษัทการลงทุนระหว่างประเทศที่เน้นการลงทุนที่มีความยั่งยืน มีสำนักงานอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้ออกรายงานการจัดอันดับความยั่งยืนของประเทศต่างๆ ในปี 2015 (Measuring Country Intangibles – Robecosam’s Country Sustainability Ranking 2105) พบว่า ประเทศ 10 อันดับแรกที่ได้คะแนนสูงสุด ที่เป็นประเทศที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลก ได้แก่ อันดับ 1 ประเทศสวีเดน รองลงมาเป็น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ไอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก ออสเตรเลีย และออสเตรีย ตามลำดับ

shutterstockและประเทศ 10 อันดับสุดท้ายที่คะแนนรั้งท้าย อันสะท้อนถึงความเป็นประเทศยั่งยืนน้อยที่สุด ได้แก่ อันดับ 51 ประเทศอินโดนีเซีย ตามมาด้วยประเทศอินเดีย เอลซาล์วาดอร์ โมร็อกโค รัสเซีย จีน อันดับที่ 57 ได้แก่ ประเทศไทย รองลงมาเป็นอียิปต์ เวเนซูเอล่า และไนจีเรีย ตามลำดับ เป็นการจัดอันดับที่น่าตกตะลึงมากที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 57 จากการสำรวจทั้งหมด 60 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ 60 ประเทศ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว 21 ประเทศ และประเทศกำลังพัฒนาอีก 39 ประเทศ เท่านั้น ส่วนตัวชี้วัดในการจัดอันดับ ประกอบด้วย 17 ตัวชี้วัด 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติด้านสิ่งแวดล้อม (15%) 2) มิติด้านสังคม (25%) และ 3) มิติด้านกำกับดูแลหรือธรรมาภิบาล (60%) เป็นมิติที่มีสัดส่วนมากที่สุด แบ่งเป็นหลายหมวด เช่น ความสามารถในการแข่งขัน เสียงทางการเมือง ประสิทธิผลการทำงาน ความรับผิดรับชอบ การคอร์รัปชั่น เสถียรภาพ ความเป็นสถาบัน เป็นต้น

สาเหตุที่ประเทศสวีเดนได้รับคะแนนสูงที่สุด อันเนื่องมาจาก
1) การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนของประชากรในประเทศ กล่าวคือ ร่วมกันสร้างให้เป็นประเทศสีเขียว เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม H&M ที่ใช้ผ้าฝ้ายอินทรีย์ (organic cotton) เป็นวัตถุดิบในการผลิต รวมถึงการนิยมใช้ของมือสอง หรือการรีไซเคิล นำสิ่งที่ยังใช้ได้อยู่มาใช้จนกว่าจะใช้ไม่ได้ เป็นต้น

2) การวางแผน Roadmap ระยะยาวถึงปี 2050 กล่าวคือ ประเทศสวีเดนมีแนวโน้มจะเป็นประเทศแรกที่ปราศจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของแผนงาน Roadmap 2050 ของประเทศสวีเดน

3) การเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) นับเป็นประเทศแรกๆ อีกเช่นกันทีมีการเก็บภาษีชนิดนี้ ซึ่งผลที่ออกมาเป็นที่น่าประทับใจ คือ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริง รวมทั้ง เป็นการลดลงการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมาก

อ่านต่อหน้า2

Pages: 1 2

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

BannerWeb_CIOworld_3

Like Us On Facebook

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com

Categories