www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

ยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ 8E Efficiency: ยุทธศาสตร์การบริหารปัจจัยนำเข้า

ยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ 8E Efficiency: ยุทธศาสตร์การบริหารปัจจัยนำเข้า
October 14
10:55 2016
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เชี่ยวชาญในสาขา เศรษฐศาสตร์ นโยบายการศึกษา การต่างประเทศ สังคม การเมือง การศึกษา kriengsak@kriengsak.com

“ขอลงรายละเอียดและอธิบายการวางแผนยุทธศาสตร์การบริหารที่เรียกว่า 8E โมเดล ในฉบับนี้เริ่มจาก E ตัวแรก คือ E -Efficiencyหรือยุทธศาสตร์การบริหารปัจจัยนำเข้า ที่ตีความว่าคือประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ ที่เน้นถึงกระบวนการบริหารจัดการปัจจัยนำเข้าที่ดีจนนำไปสู่ความสำเร็จ โดยมีตัวบ่งชี้ คือความประหยัด หรือความคุ้มค่าต่อหนึ่งหน่วยปัจจัยนำเข้าที่ใช้”

ในฉบับก่อนหน้า ผู้เขียนได้เปิดประเด็นถึงแนวคิดในการวางแผนยุทธศาสตร์การบริหารที่เรียกว่า8E โมเดล ซึ่งคือ กลยุทธ์การบริหารแนวใหม่ เป็นแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ทางการบริหารที่ครบวงจร และเสนอเป็นทางเลือกให้กับการบริหารบ้านเมือง องค์กรธุรกิจ หรือกระทั่งหน่วยงานขนาดเล็กก็สามารถนำไปปรับใช้ได้

38E โมเดล ประกอบด้วย Efficiency (Input Management strategy),Excellence(Process Management Strategy),Effectiveness(Output Management Strategy),Esteemed Valuableness (Outcome Management Strategy)Esthetic Worthiness (Outdo Management Strategy),Exponentiality(Outburst Management Strategy),Externality(Outbound Management Strategy)และEschatonicty(Outlast Management Strategy)

ในบทความตอนนี้ จะกล่าวถึง ยุทธศาสตร์การบริหารตัว Eแรกคือ Efficiencyหรือประสิทธิสภาพ หมายถึง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการปัจจัยนำเข้า (Input Management Strategy) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเป็นการบริหารและจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ เวลา ทุน ที่ดิน สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ เป็นต้น ให้เกิดประโยชน์ต่อระดับองค์กร ระดับประเทศหรือส่วนรวมสูงสุด

และเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน คำว่า ประสิทธิภาพสำหรับผม คือ ประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ ที่เน้นถึงกระบวนการบริหารจัดการปัจจัยนำเข้าที่ดีจนนำไปสู่ความสำเร็จ โดยมีตัวบ่งชี้ คือความประหยัด หรือความคุ้มค่าต่อหนึ่งหน่วยปัจจัยนำเข้าที่ใช้ เช่น การประหยัดต้นทุน ประหยัดทรัพยากร ประหยัดเวลา อาจกล่าวได้ว่าเป็นการจัดสรรหรือใช้ทรัพยากรที่ยึดถือประโยชน์สูงสุดอันบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือนโยบายที่กำหนดไว้

ผมขอยกตัวอย่างการบริหารจัดการปัจจัยการนำเข้าอย่างมีประสิทธิภาพให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

ตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่นลงทุนถมทะเลเพื่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ โดยที่ขอบของสนามบินที่กั้นน้ำทะเลนั้นทำจากหินและคอนกรีต แต่ตัวเกาะที่สร้างเป็นภูเขาสามลูกสร้างมาจากขยะในบ่อฝังกลบ (landfills) จำนวน 21 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้คนงานถึง 10,000 คน ใช้เวลา 10 ล้านชั่วโมงในการทำงาน และใช้เวลาสร้างกว่าจะแล้วเสร็จถึง 3 ปี (ปี 2529 – 2533) ใช้เรือถึง 80 ลำ เพื่อที่จะถมพื้นของสนามบินหนา 30 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลรวมถึงการประกอบพนังกั้นน้ำทะเลให้สมบูรณ์

แต่หลังจากทดสอบการใช้งาน พบว่า ในปี 2534 สนามบินค่อยๆ ทรุดตัวลง 8 เมตร ซึ่งเกินกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ต้องสอดแผ่นเหล็กหนาเข้าไปที่ฐานเพื่อรองรับสนามอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลให้งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างบานปลาย ประมาณ 15 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ถึง 40% ทว่าคุ้มค่าเมื่อเวลาผ่านไป เพราะสนามบินคันไซแห่งนี้ สามารถทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบในปี 2538 ซึ่งมีศูนย์กลางห่างจากตัวเกาะญี่ปุ่นเพียง 20 กม. มีผู้เสียชีวิตถึง 6,433 คน และทำความเสียหายแก่เมืองโกเบจนถึงกับต้องสร้างเมืองใหม่ นอกจากนี้ในปี 2541สนามบินยังผ่านการทดสอบความแข็งแรงอีกครั้งจากใต้ฝุ่นความเร็ว 200 กม./ชม. โดยสนามบินไม่ได้รับความเสียหายใดๆทั้งสิ้น

การสร้างสนามบินคันไซ เป็นการเลือกใช้และบริหารจัดการปัจจัยนำเข้าต่อการดำเนินงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพ บริบทแวดล้อมทางสังคมและประเทศ เพราะในขณะนั้น ประเทศญี่ปุ่นเผชิญปัญหาขยะล้นประเทศ ประกอบกับมลภาวะทางเสียงในชุมชน และข้อจำกัดในลักษณะภูมิประเทศ จึงทำให้เกิดแนวคิดถมทะเลขึ้นมา รวมถึงมีการจัดการของเสียด้วยแนวคิด Zero waste หรือแนวคิดของเสียเหลือศูนย์ โดยการนำปัจจัยนำเข้ากลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

5จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การมีจุดเน้นในการบริหารจัดการปัจจัยนำเข้าหรือทรัพยากรต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งความประหยัดและความคุ้มค่า รวมถึงทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศทั้งในแง่นโยบายและการลงมือปฏิบัติจริง นอกจากนี้ เรื่องประสิทธิภาพในการบริหารปัจจัยนำเข้า ยังสามารถสะท้อนออกมาได้ในลักษณะคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศและความยั่งยืนของประเทศ

โดยภาพรวม ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีทรัพยากรที่ดีทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ หากเพียงแต่ขาดการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพและการคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของภาพรวม ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับเรื่องการใช้ทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้าอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันตั้งแต่ภาครัฐที่กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศให้ชัดเจน มีวิธีการที่เป็นไปได้ กำหนดนโยบายที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ภาคเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนให้ความร่วมมือและส่งเสริม และภาคประชาชนหรือประชาสังคมช่วยกันสอดส่องดูแลความโปร่งใสในการดำเนินงานต่างๆ ตรวจสอบ หาข้อเท็จจริงทั้งเชิงทฤษฎีและวิธีการว่าส่งผลดีที่สุดต่อประเทศหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศหรือองค์กรให้เกิดความสมบูรณ์ ครบถ้วนทุกมิติ โดยเฉพาะการบริหารในประเด็นสำคัญระดับชาติ เช่น การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิตมนุษย์ ไม่ได้อาศัยเพียงยุทธศาสตร์การบริหารเฉพาะด้านทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้าเท่านั้น หากแต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก ซึ่งจะกล่าวในบทความต่อๆ ไป

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.