www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

บทบาทมหาอำนาจในศรีลังกา บทเรียนสำหรับประเทศไทย

บทบาทมหาอำนาจในศรีลังกา  บทเรียนสำหรับประเทศไทย
July 02
13:12 2015
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เชี่ยวชาญในสาขา เศรษฐศาสตร์ นโยบายการศึกษา การต่างประเทศ สังคม การเมือง การศึกษา kriengsak@kriengsak.com

“เกมการค้า เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เป็นการดำเนินตามกลยุทธ์ที่แยบยล การพลิกตัวให้ทันเหลี่ยมมุมต่างๆ ของประเทศมหาอำนาจได้อย่างไรนั้น ศรีลังกาเป็นกรณีศึกษาให้ประเทศไทยได้อย่างดีเมื่อประเทศมหาอำนาจสองขั้วมองเห็นเป็นพุงปลาชิ้นโต เรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆ ให้ลึกถึงฉากหลังเพราะผลประเทศของประเทศเป็นตัวประกันอยู่”

HPE1 662x190

ปัจจุบันประเทศจีน ญี่ปุ่น และประเทศทางตะวันตกต่างพยายามเข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยในวิธีต่างๆ ผ่านการให้เงินกู้เพื่อสร้างสาธารณูปโภคและสาธารณูปการภายในประเทศ ด้วยภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่อยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทำให้ไทยเปรียบได้กับสาวเนื้อหอมที่มีหนุ่มๆ ชาติมหาอำนาจมาติดพัน การเดินหมากความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญมาก หากไม่ระมัดระวัง ประเทศไทยจะกลายเป็นสมรภูมิในสงครามเศรษฐกิจและการเมืองของมหาอำนาจ จนไม่สามารถควบคุมทิศทางการพัฒนาของเราได้

จากสถานการณ์ที่กล่าวข้างต้น ทำให้ผมนึกถึง ประเทศศรีลังกา ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาให้กับผู้บริหารของบริษัทข้ามชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่ตั้งอยู่ในประเทศนี้มากว่าร้อยปี ศรีลังกามีศักยภาพเปรียบเหมือนสาวเนื้อหอมแห่งเอเชียใต้เช่นกัน ซึ่งมหาอำนาจพยายามเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศนี้ ศรีลังกาจึงน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศไทยได้อีกโสดหนึ่ง

จีนพยายามขยายอิทธิพลในศรีลังกาแทนที่อินเดีย
นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองของศรีลังกาจบลงในปี 2552 จีนกลายเป็นผู้ให้กู้แก่ศรีลังกามากที่สุด อาทิ การให้เงินกู้กว่า 6 พันล้านดอลลาร์ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ประกอบด้วยถนน ทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ และโรงไฟฟ้า

รัฐบาลปักกิ่งพยายามรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมทางทะเล ขณะที่รัฐบาลศรีลังกาต้องการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือที่เชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกันของจีนและศรีลังกา ทำให้จีนสนับสนุนเงินกู้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการขยายท่าเรือโคลัมโบ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้

อินเดียพยายามถ่วงดุลอำนาจของจีนในเอเชียใต้
Columnistรัฐบาลอินเดียตระหนักถึงภัยคุกคามจากจีน โดยมองว่าจีนกำลังพยายามใช้ศรีลังกาและประเทศเอเชียใต้อื่นๆ จำกัดและปิดล้อมอิทธิพลของอินเดีย ทั้งด้วยการที่จีนให้เงินทุนในการพัฒนาประเทศรอบบ้านของอินเดีย และการมีอยู่ของกองเรือและฐานทัพของจีนในมหาสมุทรอินเดีย

รัฐบาลนิวเดลีของอินเดียยังพยายามถ่วงดุลอำนาจของจีนในศรีลังกา โดยการเข้าร่วมในโครงการสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ 2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาช่องทางเดินเรือในช่องแคบพาล์ค ซึ่งอยู่ระหว่างอินเดียและศรีลังกา และการพัฒนาท่าเรือบริเวณชายฝั่งตะวันออกของศรีลังกา

หลังจากที่ศรีลังกาได้รัฐบาลใหม่ อินเดียพยายามกระชับความสัมพันธ์กับศรีลังกาให้เข้มแข็งมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลใหม่ของศรีลังกามีท่าทีแตกต่างจากรัฐบาลเดิม โดยมองว่าอินเดียเป็นโอกาสสำหรับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของศรีลังกา
นอกจากนี้ อินเดียยังพยายามฝ่าการปิดล้อมของจีน โดยการพัฒนาความร่วมมือในสมาคมแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (IORA) ให้เข้มแข็งมากขึ้น และการผลักดันความร่วมมือต่างๆ ภายใต้นโยบายมองตะวันออก (Look East policy) เพื่อเชื่อมโยงทางการค้าและการขนส่งระหว่างอินเดียกับอาเซียน

สหรัฐกลับมาทวงความสัมพันธ์กับศรีลังกา
ในยุคของประธานาธิบดี มหินทรา ราชปักษา ซึ่งมีท่าทีฝักใฝ่จีน สหรัฐฯ ได้พยายามกดดันรัฐบาลศรีลังกาให้ยุติการสานความสัมพันธ์กับจีน โดยเดินเกมให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สอบสวนกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงสงครามกลางเมืองของศรีลังกา แต่การกดดันดังกล่าวไม่สามารถหยุดการรุกคืบของจีนในศรีลังกาได้

รัฐบาลวอชิงตันจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ คือ การหันไปสนับสนุนนายไมตรีปาลา ศิริเสนา และพรรคฝ่ายค้านที่มีนโยบายนิยมสหรัฐ ให้ได้รับชัยชนะเหนืออดีตประธานาธิบดี มหินทรา ราชปักษา ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา หลังการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง ศรีลังกาได้รัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่สหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลสหรัฐเปลี่ยนท่าทีกลับมาเป็นหุ้นส่วนกับศรีลังกาอีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากการเยือนของผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของสหรัฐฯ และได้กล่าวว่า “ศรีลังกาสามารถนับสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนและเพื่อนในหนทางข้างหน้าได้”

ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลใหม่ของศรีลังกาได้หันไปสานสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และอินเดีย และตีตัวออกห่างจากจีน สังเกตได้จากการเดินทางของรัฐมนตรีต่างประเทศศรีลังกาไปเยือนอินเดียและสหรัฐฯ และรัฐบาลใหม่ของศรีลังกาได้ส่งสัญญาณว่าจะทบทวนนโยบายของประธานาธิบดีราชปักษา โดยเฉพาะการให้สัมปทานในโครงการสำคัญทางเศรษฐกิจและเชิงยุทธศาสตร์แก่จีน

ด้วยท่าทีและนโยบายของรัฐบาลใหม่ศรีลังกา สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยแวดล้อมกำลังเป็นใจให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินยุทธศาสตร์ปิดล้อมเส้นทางออกสู่ทะเลเพื่อจำกัดอิทธิพลของจีนในเอเชียแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยการผนวกศรีลังกาเข้าเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาคนี้

การที่ศรีลังกามีโอกาสได้รับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากประเทศมหาอำนาจ ทำให้ศรีลังกาต้องดำเนินความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง และไม่เสียสมดุล เพราะศรีลังกาต้องพึ่งพาเงินทุนจากจีน ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากอินเดีย และต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ

จากกรณีของประเทศศรีลังกา เป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทยเช่นเดียวกัน ในการดำเนินความสัมพันธ์ทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ สมดุล โดยคำนึงถึงทั้งผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_2

Like Us On Facebook

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com

Categories