www.cioworldmagazine.com

 Breaking News
  • กมธ.ดีอี เชิญร่วมงานสัมมนา Cyber Security and Data Privacy 2020 ขอเชิญร่วมเงานสัมมนา Cyber Security and Data Privacy 2020 ธุรกรรมปลอดภัย ประชาชนมั่นใจข้อมูลไม่รั่ว สร้างองค์ความรู้ เข้าใจหลักปฏิบัติ การปกป้องและรักษาสิทธิ์ข้อมูลส่วนบุคคล ภาคประชาชน สร้างความปลอดภัยธุรกรรมดิจิทัล ห้ามพลาด 2 ธค. ศกนี้ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย...
  • กทปส. สานต่อโครงการมอบทุน ม.มหิดล ปั้น “ชูใจ” หุ่นยนต์ต้นแบบ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส. เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนามอบทุนต่อเนื่องให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดล ในโครงการพัฒนา “ชูใจ” หุ่นยนต์ดูแลสุขภาพใจผู้สูงอายุสำหรับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สอดรับนโยบายขับเคลื่อนประเทศ ไทยแลนด์ 4.0. และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย...
  • แนะนำกลยุทธ์ Data Fabric ลดความซับซ้อนและปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ “เน็ตแอพแนะนำประสบการณ์คลาวด์รูปแบบใหม่ที่เรียบง่ายสำหรับองค์กร ทั้งแบบ on premises และ off premises ด้วยโมเดลการใช้งานที่ง่ายสุดๆ”...
  • AIS Fibre ประกาศผลงานไตรมาส 3 AIS Fibre เปิดผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 62 เติบโตแข็งแกร่งเหนือตลาด ขึ้นแท่น ผู้นำธุรกิจเน็ตบ้านที่เติบโตมากที่สุดในอุตสาหกรรม ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 54%, รายได้โตขึ้น 32% มั่นใจผลงานทั้งปี เติบโตได้ตามเป้า...
  • ดีป้า ปั้นแคมเปญไทยสกิล เป็นศูนย์กลางเรียนรู้ออนไลน์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดตัวแคมเปญ “Thai Skill – พัฒนาทักษะไทย สร้างรายได้ สร้างอาชีพ” หวังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ออนไลน์ โดยการส่งเสริมทักษะอาชีพผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล สู่การสร้างรายได้และอาชีพให้มั่นคงยั่งยืน...

จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยได้อย่างไร?

จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยได้อย่างไร?
December 29
13:51 2015
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เชี่ยวชาญในสาขา เศรษฐศาสตร์ นโยบายการศึกษา การต่างประเทศ สังคม การเมือง การศึกษา kriengsak@kriengsak.com

การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และการเปลี่ยนผ่านทางสังคมผู้เขียนขอออกความเห็นที่สามารถใช้เป็นแนวทาง สำหรับประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 5 ประการ ในฉบับนี้ขอเริ่มที่ 3 ประการแรก นั่นคือ RethinkRevalueและRestructure”

1เนื่องในโอกาสจัดงานวันคล้ายวันเกิด 60 ปี ผู้เขียนมีโอกาสได้สื่อสารแนวคิด แนวทางการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยและได้หยิบประเด็นสำคัญมาถ่ายทอดในนิตยสาร CIO World&Businessโดยบทความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ 3 ด้าน คือ การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ซึ่งการที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 5 ประการ หรือ 5R ดังนี้

ประการแรก จากการนำทางอำนาจ สู่การนำทางปัญญารู้คิด (Rethink)เพราะ “การนำทางความคิด ทรงพลังยิ่งกว่าการนำทางอำนาจ” ผมมีแนวคิดที่ชื่อว่า “อารยมหาพลัง” กล่าวถึง ฐานพลังที่สามารถเคลื่อนคนได้ 4 ฐาน คือ อำนาจ (บังคับ ฝืนใจ) อิทธิพล (จูงใจ เคลื่อนใจ) ศรัทธา (เชื่อใจ วางใจ) บารมี (ดลใจ บันดาลใจ) ในสภาวะที่สังคมไทยมีความแตกแยกจนฝังรากลึก ความพยายามสร้างความปรองดองโดยใช้อำนาจกดทับลงมา อาจไม่สามารถประสานรอยร้าวและสร้างความสมานฉันท์ได้ เพราะอำนาจไม่ยั่งยืน อำนาจควรใช้แต่น้อยกับคนทำไม่ดี แต่ควรใช้อิทธิพลในทางดี ใช้ศรัทธา และบารมี จึงจะสามารถเคลื่อนประเทศไปในทิศทางใหม่ได้

ประชาธิปไตยต้องไม่เป็นเพียงรูปแบบ แต่เป็นประชาธิปไตยในสาระ ซึ่งอยู่บนปรัชญาการเห็นแก่ส่วนรวม เคารพเสียงส่วนใหญ่ แต่คำนึงและนับถือเสียงส่วนน้อย ประชาชนยึดปรัชญาปัจเจกอารยะ ประกอบด้วยเครื่องกรองทางความคิด 3 ชั้น คือการตั้งคำถามว่าเรื่องต่างๆ นั้น ดีหรือไม่ งามหรือไม่ และจริงหรือไม่ ขณะที่ปรัชญาพื้นฐานของสังคมอารยะ คือ การถ่วงดุลอย่างเหมาะสมระหว่าง เสรีภาพ เสมอภาค และภารดรภาพ โดยเสรีภาพคือเสรีภาพในการทำสิ่งที่ดี เสมอภาคคือความเสมอภาคเชิงโอกาส ไม่ใช่ทุกคนเท่ากันทั้งหมด และภารดรภาพคือความเป็นพี่น้อง ไม่ใช่เล่นพรรคพวก

การปรองดองต้องทำด้วยกระบวนทัศน์การสร้างชาติ ทุกภาคส่วนและทุกฝ่ายต้องมาตกลงกันทางความคิดว่า จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด และร่วมกันกำหนดอุดมการณ์แห่งชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์แห่งชาติ นโยบายแห่งชาติ วาระแห่งชาติ และผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อเป็นสัญญาประชารัฐในการนำพาประเทศในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย สัญญาประชาชน (ดี งาม จริง) และสัญญาประชาคม (เสรีภาพ เสมอภาค ภารดรภาพ) เมื่อคนทุกกลุ่มมีเป้าหมายที่ชัดเจนและพึงปรารถนาร่วมกันแล้ว ประชาชนทุกฝ่ายจะมุ่งสายตาไปยังอนาคตและก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีต

ประการที่สอง จากมูลค่า สู่คุณค่า (Revalue)เพราะสังคมไทยเป็นสังคมมูลค่า ซึ่งให้ความสำคัญกับมูลค่ามากกว่าคุณค่า คนบูชาความร่ำรวย ไม่ได้ยกย่องคนที่ “ความดี” เท่ากับความร่ำรวยและยศถาบรรดาศักดิ์ และให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม ระบบไม่ได้ให้รางวัลอย่างเหมาะสม ทำให้คนทำดีขาดแรงจูงใจ ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นในทุกระดับ ทุกแวดวง และมีการใช้เงินจำนวนมาก เพื่อแลกกับผลประโยชน์หรือสิทธิพิเศษหรือการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

2สังคมไทยควรปลูกฝังให้คนมีจิตสาธารณะ การศึกษาต้องมีเป้าหมายการเรียนรู้เพื่ออัตตา (เพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง) เพื่อชีวา (เพื่อเข้าใจความหมายของชีวิต) และเพื่อปวงประชา การประเมินผลการเรียน และเกณฑ์การรับคนเข้าเรียนหรือเข้าทำงาน ต้องพิจารณาประวัติการทำงานเพื่อสังคมด้วย นอกจากนี้ มูลค่าของงานใดๆ ควรปรับให้สอดคล้องกับคุณค่าของงานนั้น ระบบจูงใจต้องได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อให้งานที่มีคุณค่าได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น และเพื่อกระจายคนเก่งไปในทุกภาคที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งรัฐกิจ ธุรกิจ และประชากิจ ไม่ใช่กระจุกตัวในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเท่านั้น

ประเทศไทยควรมีระบบประเมินผลที่เที่ยงธรรม และให้รางวัลตามผลการประเมินนั้น ผมเสนอว่า ประเทศไทยควรมีการจัดทำ “ดัชนีวัดความอยู่ดีมีสุขของประเทศ”ซึ่งเป็นชุดของตัวชี้วัดที่แจกจ่ายให้แต่ละกระทรวง กรม กอง ต้องรับผิดชอบและดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย

เราต้องสร้างระบบอุปถัมภ์แบบอารยะ เพราะการอุปถัมภ์มีอยู่ทั่วโลก เพียงแต่เป็นอุปถัมภ์ที่ดีหรือเลวเท่านั้น ดังนั้นผู้ใหญ่ในสังคมและประชาชนต้องช่วยกันสนับสนุนคนดี เก่ง กล้าให้ขึ้นไปมีอำนาจ ดังนั้นระบบเลือกตั้งจะต้องเปิดโอกาสให้คนดีเข้าสู่อำนาจ เช่น การทำให้การลงเลือกตั้งไม่ต้องใช้เงินเป็นตัวตั้ง เป็นต้น

ประการที่สาม จากปริมาณ สู่คุณภาพ (Restructure)เพราะการก้าวข้ามกับดักข้างต้นนั้นจะต้องเพิ่มคุณภาพของปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจไทยต้องปรับโครงสร้างให้มีผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตด้วยกลยุทธ์ราคา โดยการผลิตสินค้าราคาถูกและผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อส่งออก เพราะค่าจ้างแรงงานต่ำ แต่ความได้เปรียบนี้กำลังจะหมดลง เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และไทยยังต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า

ภาคการผลิตที่มีผลิตภาพต่ำจำเป็นต้องพัฒนาด้านผลิตภาพ โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปพัฒนาการผลิต ในอนาคต ภาคเกษตรของไทยบางส่วนจะพัฒนาเป็น “ฟาร์มเกษตรจักรกล” ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนภาคการผลิตควรปรับเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิต ไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเช่น การวิจัย การออกแบบ การสร้างแบรนด์ การตลาด เป็นต้น ขณะที่สินค้าและบริการที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นจะต้องเพิ่มมูลค่าเข้าไป เช่น มวยไทยจะต้องมีการจัดระดับฝีมือเป็นสายสีต่างๆ และมีการจัดเก็บค่าทดสอบและรับรองระดับฝีมือ เป็นต้น

เราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างแรงงาน โดยย้ายคนออกจากภาคเกษตรซึ่งมีผลิตภาพต่ำ และนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและจากระบบสวัสดิการสังคม ระบบการศึกษาควรผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพราะปัจจุบัน เราขาดแคลนแรงงานระดับกลาง แต่มีผู้จบปริญญาตรีสายสังคมศาสตร์มากเกินความต้องการ การศึกษาแบบโหล “จ่ายครบ จบแน่” ต้องยกเลิก โรงเรียนต้องเคลื่อนไปสู่มาตรฐานระดับโลก และมีแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในโลก การศึกษาต้องสร้างคนที่มีความรู้ ทักษะ และลักษณะชีวิตที่ดี

ในฉบับหน้ามาต่อในรายละเอียดของ การเปลี่ยนแปลงจากปริมาณ สู่คุณภาพ (Restructure) ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่มิติใหม่ของประเทศ และสิ่งที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอีก 2ประการ และคนไทยจะต้องทำอะไรเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3
Fortinet Security Fabric
CEBIT 300x250

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Categories

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com