www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

Digital Payment จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สุดในปี 2018

Digital Payment จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สุดในปี 2018
December 27
16:57 2017

“สถาบัน IMC ประเมินว่า Digital Paymentจะเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนคนไทยมากที่สุดในปี 2018 ด้วยแรงผลักดันของนโยบายสังคมไร้เงินสด ผ่านโครงการ Promptpay ภาคการเงินแข่งกันเปิดบริการ QR-payment”

สถาบัน IMC ประเมินสังคมไทยปี 2018 จะเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดย 2 เทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนคนไทยมากที่สุดคือ Digital Paymentและ Smart Cityความน่ากังวลในปีหน้ายังอยู่ที่องค์กรไทยหลายรายปรับตัวไม่ทัน หรือเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแบบผิวเผิน และยังไม่มีการปรับพฤติกรรมและการปรับความคิด(Mindset)เพื่อนำข้อมูลดิจิทัลมาใช้พัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง

HPE1 662x190

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบัน IMC ตั้งข้อสังเกตว่าในปี 2018 เทคโนโลยีที่จะเป็นไฮไลท์ซึ่งสังคมไทยจะตื่นตัวรับนำมาใช้ ประกอบด้วย 8 แนวโน้ม ได้แก่ Digital Payment/Cashless Society, Digital Banking, Big Data, Data Analytic, Data Available, IOT/Smart City/Smart Farm, Network/Broadband และ LoRA

2“ประเทศไทยอาจจะยังไม่ใช่สังคมไร้เงินสดทันทีในปีหน้า แต่ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่องจากโครงการ Promptpay ซึ่งทำให้คนสนใจ Digital Payment รวมถึง Digital Banking เราจะเห็นสังคมมีวิธีการชำระเงินแบบใหม่มากขึ้น เรียกว่าเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมพอสมควรโดยคาดว่าวิธีการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบQR-payment จะส่งให้การชำระเงินดิจิทัลหรือ Digital Payment เป็น 1 ใน 8 ไฮไลท์เทคโนโลยีเด่นในปี2018 ซึ่งจะมีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสังคมไทยมากที่สุด”

“อีกเรื่องที่เด่นคือบริการอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) ที่จะนำไปสู่ Smart City ทั้งหมดนี้เป็นผลจากที่ กสทช. อนุมัติคลื่น LoRA เพื่อใช้งาน IoT ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีต้นทุนราคาถูกลง ทำให้ทุกสิ่งในสังคมเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้น”

ยังพบปัญหาการใช้งานBig Data
นอกจาก Digital Payment และ Digital Banking เทคโนโลยีที่ยังมีผลกับองค์กรไทยไม่เปลี่ยนแปลงคือ Big Data ซึ่งองค์กรไทยยังมีปัญหาเรื่องความเข้าใจทั้งการติดตั้งระบบและการใช้งาน จุดนี้มีผลต่อการใช้เทคโนโลยี Data Analytic โดยเฉพาะในฝั่งของผู้ใช้งานที่หมายถึงองค์กรและโปรแกรมเมอร์ที่ปฏิบัติงานไม่สามารถจำลองและวิเคราะห์ รวมถึงการทำ Data Available หรือการตีความข้อมูลให้เป็นประโยชน์ ทำให้องค์กรไทยบางแห่งจึงนำข้อมูลไปใช้ไม่ได้

1“ทุกภาคส่วนเริ่มเห็นสำคัญของ Digital Transformation เป็นเพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก และการผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 ของภาครัฐ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเน้น Social Marketing, e-Commerce ซึ่งก็ยังไม่ใช่หัวใจของ Digital Transformation” ดร.ธนชาติ ยกตัวอย่าง “ผู้ประกอบการ SME ไทยก็ปรับตัวแค่ Digitization ตัวเอง ด้วยการวางขายสินค้าออนไลน์ มุ่งเพียงการใช้เทคโนโลยี แต่ยังไม่ได้มีการปรับพฤติกรรมและการปรับความคิดหรือยังไม่ได้เข้าใจการ transformation ในโลกดิจิทัลหรือยังไม่ได้ใช้ความสามารถของดิจิทัลมาทดแทนและปรับใช้ในการดำเนินกิจการ”

มองภาคธุรกิจปี 2018
ในปีหน้า ภาคธุรกิจไทยยังต้องการการขับเคลื่อนเรื่องปรับแก้กฎหมายจากภาครัฐ เพื่อพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมไอทีของประเทศ ตัวอย่างกฎหมายที่รอการแก้ไขคือ การแสดงตัวตน การเซ็นชื่อกำกับ การลดใช้เอกสาร การทำงานแบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ได้

อุตสาหกรรมไอทีไทยปีหน้าและอีก 5 ปีนับจากนี้น่าจับตาเพราะกระแส Startup จะยังแรงอยู่ แต่ก็ต้องแข่งขันกับ Startup ในต่างประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ บริษัทไอทีต่างประเทศมีแนวโน้มจะเข้าตรงถึงลูกค้ามากขึ้น สะท้อนความน่าเป็นห่วงเพราะบ้านเรายังขาดบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มบริษัท System Integrator และบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่ต้องปรับตัวอย่างมาก

อีคอมเมิร์ซไทยเหนื่อย
อีกเทรนด์เห็นชัดในปีหน้า คือผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซต่างชาติจะแข็งแกร่งขึ้น เพราะอีคอมเมิร์ซต่างชาติทำได้ดีและกวาดตลาดไปได้มาก ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่สามารถเริ่มแข็งขันได้ แม่ค้าพ่อค้าไทยเลือกใช้และมั่นใจบริการแพลตฟอร์มจากต่างชาติมากกว่า ทั้งนี้รวมถึงบริการจัดส่งสินค้า ที่ต่างชาติจะเข้ามารุกตลาดไทยมากขึ้นซึ่งแทนที่บริการจัดส่งสินค้าที่คนไทยควรจะทำได้ดี แต่กลับได้รับเพียงค่าแรงส่งของเท่านั้น

สำหรับรอบปี 2017 ที่ผ่านมา ดร.ธนชาติ มองว่าเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากและองค์กรตื่นตัวรับนำมาใช้คือทุกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation แต่การลงทุนด้านไอทีบ้านเรายังกระจุกอยู่กับการลงทุน Platform เน้นการซื้อฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ ไม่กระจายถึงการลงทุนเพื่อปรับองค์กรสู่ Digital Transformation ที่รอบด้าน โดยหลายองค์กรยังไม่นำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

ขณะที่การสนับสนุนด้านไอทีจากภาครัฐในรอบปี 2017 ที่ผ่านมาเห็นผลชัดเจนเรื่องสร้างความตื่นตัวให้คนไทยมากขึ้นจากนโยบาย Thailand 4.0 แต่การลงทุนไอทีทางภาครัฐยังค่อนข้างน้อย และยังเห็นช่องว่างทางดิจิทัลชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะข้อสำคัญคือ Digital Mindset ในภาครัฐยังไม่สามารถเทียบเท่ากับภาคเอกชนได้

ดร.ธนชาติ ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า รัฐบาลไทยเดินมาถูกทางที่จะทำ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Thailand’s Eastern Economic Corridor) หรือ EECที่จะเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงกับต่างประเทศ และการดึงนักลงทุนขนาดใหญ่มา แต่การกำหนดพื้นที่อาจเป็นอุปสรรคในการเติบโต

“ในบางเรื่องก็ไม่สามารถจะกำหนดพื้นที่ได้ โดยเฉพาะการทำงานที่เป็นดิจิทัลในยุคใหม่ ที่ส่วนใหญ่จะทำงานที่ไหนก็ได้ รวมถึงบางกิจการ การกำหนดพื้นที่เป็นอุปสรรคในการเติบโต เป็นอุปสรรคในการรวมตัวของคนที่มีความสามารถหลากหลาย”

3

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

Like Us On Facebook

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com

Categories