www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

CiRA CORE แพลตฟอร์ม AI สัญชาติไทย อัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานพร้อมขยายฐานไปสู่เอสเอ็มอี

CiRA CORE แพลตฟอร์ม AI สัญชาติไทย อัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานพร้อมขยายฐานไปสู่เอสเอ็มอี
October 21
13:46 2021

ความสำเร็จของแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทย CiRA CORE เดินหน้าปรับบิสซิเนสโมเดล อัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานด้วย NVIDIA DGX A100 ที่ให้ความเร็วระดับ 5 Petaflops เตรียมพร้อมขยายฐานไปสู่เอสเอ็มอีเช่าใช้งาน

 

ปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) เป็นเทคโนโลยีที่องค์กรชั้นนำต้องการนำมาปรับใช้มากที่สุด โดยตั้งความหวังถึงประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของกระบวนการทางธุรกิจ กระบวนการในอุตสาหกรรม หรือโรงงานผลิต ในหลายอุตสาหกรรมเริ่มเห็นตัวอย่างความสำเร็จจากการใช้ AI ทั้งการเร่งกระบวนการ การลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ และประหยัดต้นทุน

ผู้ผลิตแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ระดับบิ๊กเนมทั่วโลก ต่างมองเห็นดีมานด์ที่เกิดขึ้น และเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเข้าทำตลาด ตอบโจทย์ความต้องการของทุกอุตสาหกรรม การแข่งขันในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ครั้งนี้ หลายประเทศมีโอกาสเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ในขณะเดียวกันหลายประเทศก็มีโอกาสเป็น “ผู้ผลิต” เช่นกัน

รศ.ดร.ศิริเดช บุญแสง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

กลับมาที่ประเทศไทย เราเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีโอกาสผันตัวเป็นผู้ผลิตแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ เชื่อว่านักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชาวไทยหลายคนเห็นโอกาสตรงนั้น รวมถึง รศ.ดร.ศิริเดช บุญแสง คณบดี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หนึ่งในหัวเรือสำคัญผู้สร้าง แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยที่ชื่อว่า CiRA CORE (ซีร่าคอร์) ขึ้น

โครงการ CiRA CORE เป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และความร่วมมือของ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ คือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผนวกความร่วมมือจากพันธมิตรที่เป็นบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศ

ตลอด 3 ปี ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ CiRA_CORE ประสบความสำเร็จทั้งในเชิงของนวัตกรรมและในเชิงธุรกิจ เป็นงานวิจัยที่ออกจาก “ชั้น” มาสู่ “เชลฟ์” อย่างแท้จริง ถูกนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมในหลายอุตสาหกรรม เป็นการพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพได้อย่างดี

มีบริษัทเอกชนรายใหญ่ลงทุนซื้อแพลตฟอร์มไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ การผลิตปูนซีเมนต์ การผลิตเหล็ก การเกษตร และการแพทย์ที่ช่วยในการรับมือกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ณ วันนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ หลังได้การยอมรับจากบริษัทขนาดใหญ่ ทีมของ CiRA_CORE มองถึงการขยายฐานการใช้งานไปสู่องค์กรขนาดกลางและเล็กในลักษณะบริการ ที่จะเปิดประตูให้องค์กรเหล่านั้นมีโอกาสได้เข้าถึงแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนที่เข้าถึงได้

 

ในวันที่ CiRA CORE ต้อง Scale Up

รศ.ดร.ศิริเดช อธิบายว่า “CiRA_CORE ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อาศัยเครือข่ายการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนักวิจัยและพาร์ทเนอร์ ซึ่งหมายถึงบริษัทผู้ใช้งาน เกิดการต่อยอด ชี้จุดบกพร่อง ปรับแก้ จนสามารถนำงานวิจัยไปใช้งานจริง หลายบริษัทชั้นนำระดับประเทศให้การยอมรับ”

จนมาถึงวันที่ CiRA_CORE ต้องเดินหน้าอีกครั้งในเชิงของการปรับบิสซิเนสโมเดล ขยายฐานลูกค้าไปสู่องค์กรที่มีขนาดกลางและเล็กให้สามารถเช่าใช้งานแพลตฟอร์มได้

ข้อนี้ รศ.ดร.ศิริเดช อธิบายว่า “นับเป็นข้อได้เปรียบของ CiRA_CORE ที่ทีมนักพัฒนาจึงตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือในการพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ ที่ต่อยอดมาจากโอเพ่นซอร์ส นั่นหมายถึง CiRA_CORE จะไม่มีต้นทุนหรือค่าไลเซนส์ ที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ สำหรับการขยายฐานไปสู่อุตสาหกรรมของไทยในวงกว้าง

แม้ว่าจะมีเครื่องมือในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกหลายค่ายที่ได้รับความนิยม เราก็ไม่ได้ใช้ตรงนั้น เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงต่อการคิดค่าไลเซนส์ในอนาคต”

“อีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ ประสิทธิภาพ ความพร้อม และเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่มี ตอนนี้เราอยู่ในช่วงขยายผลไปใช้งานกับองค์กรจำนวนมากขึ้น นั่นหมายถึงระบบต้องสามารถรองรับการใช้งานมากขึ้น ซึ่งส่วนมากเป็นเป้าหมายบริษัทขนาดเล็ก ที่ไม่มีศักยภาพในการลงทุนเซิร์ฟเวอร์”

“หากเราไม่จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างลื่นไหล คนจะมีประสบการณ์ด้านลบกับแพลตฟอร์ม CiRA_CORE ดังนั้นเราต้องบริหารและเตรียมพร้อมประสิทธิภาพที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน”

จีเอเบิล เข้ามาช่วยลดภาระ เรื่องทางเทคนิค

“ผมมักย้ำเสมอว่า CiRA CORE สำเร็จได้ด้วยการมีพาร์ทเนอร์ นี่คือสิ่งสำคัญ เราโชคดีที่ได้ จีเอเบิล เข้ามาช่วยเรื่องการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นหนึ่งในคือหัวใจสำคัญของ CiRA CORE ในเฟสของการต่อยอดในครั้งนี้”

จีเอเบิล เข้ามาช่วยลดภาระ เรื่องทางเทคนิค หลายๆ เรื่อง อาทิ เครือข่าย สตอเรจ การออกแบบระบบ ซึ่งต้องสอดรับกับแผนการเติบโตของ CiRA CORE

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีเอเบิล ช่วยในเรื่องการจัดหาเครื่องมือที่ต้องมีพลังการประมวลระดับสูงอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อนำมาสร้างโมเดล สร้างเซิร์ฟเวอร์ AI นั่นคือการจัดหา NVIDIA DGX A100 ที่สามารถตอบโจทย์ระบบการทำงานของแพลตฟอร์ม CiRA_CORE ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

NVIDIA DGX A100 ที่ให้ความเร็วระดับ 5 Petaflops

ทีมงานนักวิจัยตั้งคำถามถึง เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดที่เข้ามาตอบประสิทธิภาพของ CiRA_CORE ในการต่อยอดครั้งนี้ รศ.ดร.ศิริเดช อธิบายว่า “ประการแรก CiRA_CORE ต้องอาศัยหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องทำงานประสานกับ CUDA Library เป็นซอฟต์แวร์ที่ NVIDIA พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถทำการคำนวณต่างๆ แบบคู่ขนานได้ ทำให้ลดเวลาในการประมวลผลได้โดยการย้ายการคำนวณให้มาทำงานบน GPU แทน ซึ่งเหมาะสมสำหรับการทำดีพเลิร์นนิ่ง”

โดยประสิทธิภาพนั้น NVIDIA DGX A100 เป็นศูนย์ข้อมูลแบบเร่งความเร็วระดับ 5 Petaflops ซี่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะกับการทำปัญญาประดิษฐ์  สิ่งสำคัญที่ช่วยนักวิจัยในการเร่งสปีดของงานวิจัยและนวัตกรรม ทั้งด้านประสิทธิภาพและระยะเวลาในการเทรนนิ่งได้ อีกทั้งยังรองรับความต้องการของผู้ใช้งานได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ จีเอเบิล เป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์หลักของ NVIDIA

“เปรียบเสมือน เรามีการ์ดจอ 100 ใบอยู่ในเครื่อง ที่สามารถประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างแบบจำลองต่างๆ ของข้อมูล ต้องอาศัยการ์ดที่มีประสิทธิภาพ เข้ามาอำนวยความสะดวกให้สามารถจำลองข้อมูลให้เร็วขึ้น ดีขึ้น ในเวลาสั้นลง

ซึ่งจากการทำงานจริงของ CiRA_CORE บน ประสิทธิภาพ NVIDIA DGX A100 สามารถลดระยะเวลาการประมวลผลจากสองวัน ลดลงเหลือเพียงหนึ่งชั่วโมง รวดเร็วกว่าเดิมมาก” รศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

อนาคตของ CiRA_CORE และอนาคตของผู้พัฒนาเทคโนโลยี

“ในวันที่ CiRA_CORE เติบโตและจะเป็นโอกาสให้กับทั้งบริษัทผู้ใช้เทคโนโลยีและนักพัฒนาคนไทย ผมอยากให้แพลตฟอร์มที่คนไทยพัฒนาเกิดขึ้นประสบความสำเร็จ และอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมยินดีทำทุกอย่างให้เกิดความยั่งยืนที่สุด ซึ่งความยั่งยืนเกิดจากการพัฒนาของดีให้คนได้ใช้”

“CiRA_CORE ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถต่อยอดไปในอนาคตเรื่อยๆ สามารถออกบริการใหม่ๆ ถึงจะอยู่รอดในโลกของนวัตกรรมได้ อย่างเช่น การขยายผลไปสู่เอสเอ็มอีในครั้งนี้ ที่วางเป้าไว้ว่าภายในเดือน พฤศจิกายน จะสามารถใช้งานได้จริง”

“อย่างน้อย CiRA_CORE ก็จะเป็น Tool ให้กับองค์กรขนาดกลางและเล็กของประเทศไทยได้ใช้งานและได้ใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ด้วยต้นทุนที่รับได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็อดฝันไม่ได้ว่า CiRA_CORE จะกลายเป็นต้นแบบและทำให้ความฝันของคนไทย ก้าวข้ามจากประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและขายไปทั่วโลกบ้าง รศ.ดร.ศิริเดช ปิดท้าย

Related Articles

1 Comment

  1. Theerawat Ramchuen
    Theerawat Ramchuen October 22, 07:03

    This tool is very user frindly. It can help primary school studen create AI project with functionality comparable to industrial machine vision software.

    Reply to this comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget
communication

Interview: Digital Disruption

Interview: New Roles CISO

Interview: Next Gen SOC

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com