www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

CIO กับบทบาทการเป็นผู้จัดการคลาวด์

CIO กับบทบาทการเป็นผู้จัดการคลาวด์
June 01
12:24 2021

CIO ทุกคนจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้จัดการระบบคลาวด์ โดยต้องเข้าใจว่าตนเองมีอำนาจควบคุมทิศทางการใช้ระบบคลาวด์ขององค์กร เมื่อรู้วิธีการสร้างระบบคลาวด์แล้ว ต่อไปจำเป็นต้องรู้วิธีการนำระบบคลาวด์ไปใช้ให้เหมาะกับขนาดและความจำเป็นที่ต้องการ

 

กระแสการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลหรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ แอปพลิเคชันทางธุรกิจกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหลายๆ บริษัทกลายสภาพเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้เข้าร่วมการพัฒนาแอปพลิเคชันโดยอาศัยเครื่องมือหรือห้องปฏิบัติการที่ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส

โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ทุกคนตระหนักว่าการสร้างแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เราจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการการทำงานของแอปพลิเคชันดังกล่าวด้วย

การที่องค์กรใช้บริการจากระบบพับลิคคลาวด์หลายระบบร่วมกันในโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ และเวิร์กโหลดที่เก็บอยู่ภายในองค์กร ทั้งยังขยายการใช้งานไปยังจุดต้นทางที่รับข้อมูลหรือเอดจ์ (Edge) คือการสร้างระบบไฮบริดคลาวด์หนึ่งขึ้นมานั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทักษะ เครื่องมือ และกลยุทธ์ใหม่ๆ

พอล คอร์เมียร์, ประธานและซีอีโอ, เร้ดแฮท

ในบทความของ พอล คอร์เมียร์, ประธานและซีอีโอ, เร้ดแฮท มองว่า ผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ทุกคนจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้จัดการระบบคลาวด์ (Cloud Operator) โดยต้องเข้าใจว่าตนเองมีอำนาจควบคุมทิศทางการใช้ระบบคลาวด์ขององค์กร เมื่อรู้วิธีการสร้างระบบคลาวด์แล้ว ต่อไปจำเป็นต้องรู้วิธีการนำระบบคลาวด์ไปใช้ให้เหมาะกับขนาดและความจำเป็นที่ต้องการ

บริการคลาวด์และแอปพลิเคชันคือหัวใจสำคัญ

“ทางเลือก” คือส่วนประกอบสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับไอที CIO ไม่ได้กำหนดแผนงานขึ้นมาอย่างลอยๆ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผู้บริหารฝ่ายไอทีต้องคาดการณ์ให้ได้ว่า การตัดสินใจเรื่องหนึ่งๆ ที่อาจดูเหมือนตัดสินใจได้ง่ายในเวลานี้ จะก่อให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อน บั่นทอนขีดความ สามารถด้านการแข่งขัน หรือจะละเมิดกฎระเบียบในอนาคตหรือไม่

การนำงานทั้งหมดไปรันอยู่บนบริการคลาวด์ต่างๆ อาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่การใช้คลาวด์ถือเป็นกลยุทธ์ขององค์กร และเป็นการเดิมพันอนาคตที่มีซีไอโอเพียงไม่กี่รายกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้ตัวเองสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างดีที่สุด

ส่วนการดูแลรักษาดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่นอกจากจะครอบคลุมพื้นที่หลายแห่งแล้ว ตอนนี้ยังครอบคลุมระบบคลาวด์หลายระบบอีกด้วยนั้น จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรฝ่ายไอทีที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก และอาจก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากอีกด้วย ดังนั้นการใช้ไฮบริดที่ทำงานสอดคล้องกันจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะจะช่วยสร้างสมดุลที่ลงตัวทั้งในแง่ของเทคโนโลยีและการประหยัดค่าใช้จ่าย

ด้วยเหตุนี้ ไอทีโซลูชันรุ่นต่อๆ ไปจะต้องใช้งานได้อย่างลื่นไหลและง่ายดายบนระบบไฮบริดคลาวด์ โดยครอบคลุมการทำงานไปกลับตั้งแต่บริการคลาวด์ไปจนถึงแอปพลิเคชันในดาต้าเซ็นเตอร์ เวิร์กโหลดเหล่านี้ควรจะสามารถรันได้ทุกที่ทุกเวลาและในทุกรูปแบบอย่างที่ซีไอโอต้องการไม่ว่าจะเป็นบริการแบบ Managed Service หรือระบบที่ติดตั้งในองค์กรก็ตาม

ก้าวไกลเกินกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบคลาวด์

สำหรับซีไอโอที่มีหน้าที่ดูแลรักษาดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นเก่า (ซึ่งเกือบทุกคนจะเป็นแบบนี้) นิยามของคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์กำลังขยายขอบเขตกว้างขวางมากขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าการขยายเวิร์กโหลดและสภาพแวดล้อมไปสู่ระบบพับลิคคลาวด์จะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

แต่การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ระบบส่วนกลางไม่อาจตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันรุ่นใหม่ที่ทันสมัยและผู้ใช้ในปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ การเติบโตของเอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing) ซึ่งมาพร้อมกับระบบโทรคมนาคม 5G รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), Augmented Reality, ดาต้าเซ็นเตอร์เคลื่อนที่ (vehicles as datacenters) และเทคโนโลยีอื่นๆ ส่งผลให้ทรัพยากรประมวลผลถูกติดตั้งไว้ที่เอดจ์ ที่อยู่ด้านนอกสุดของเครือข่ายองค์กร

สองปัจจัยหลักถ้าพูดถึงเรื่องเอดจ์คอมพิวติ้ง:

  1. เอดจ์คอมพิวติ้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีไฮบริดคลาวด์
  2. รากฐานของเอดจ์คอมพิวติ้งจะต้องเป็นแบบเปิด มิฉะนั้นจะประสบความล้มเหลว

สภาพแวดล้อมคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุปกรณ์เอดจ์ มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมีความต้องการในเรื่องของการจัดการ การรักษาความปลอดภัย การเชื่อมต่อเครือข่าย และอื่นๆ ที่แตกต่างกัน ผู้ให้บริการระบบคลาวด์จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานกลางซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมถึงการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ต่างๆ สภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวล และฮาร์ดแวร์สแต็ก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานร่วมที่ว่านี้จะต้องเป็น Linux และ Linux containers ในทุกกรณี

Linux จะให้บริการการเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ของไฮบริดคลาวด์แบบเปิด (Open Hybrid Cloud) รวมถึงเอดจ์ ให้กับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ความสามารถในการเคลื่อนย้ายเวิร์กโหลดจากเอดจ์ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ ไปยังระบบพับลิคคลาวด์โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชันอย่างสิ้นเชิงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้มาตรฐานแบบเปิดของ Linux kernel นอกจาก Linux จะรองรับไฮบริดคลาวด์แล้วยังเป็นรากฐานให้กับเอดจ์ที่อยู่วงนอกสุดของไอทีองค์กร

การพัฒนา เป็นมากกว่าการปรับเปลี่ยนเครื่องมือที่เป็นซอฟต์แวร์

อย่างไรก็ดี การทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ไม่ใช่เพียงแค่การนำมาใช้และบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจถึงสิ่งที่จำเป็นต้องใช้นอกเหนือจากเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อให้สามารถขยายการใช้งานระบบคลาวด์ให้ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างขวาง และจะต้องเสริมสร้างทักษะให้กับบุคลากรภายในองค์กรเพื่อให้สามารถสร้าง จัดการ ดูแลรักษา และปกป้องสภาพแวดล้อมที่ขยายใหญ่ขึ้นนี้ได้

การติดตั้งแพลตฟอร์มพื้นฐานเพื่อรองรับกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์แบบเปิดถือเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็อาจก่อให้เกิดความท้าทายตามมา เช่น เรื่องของการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การเชื่อมต่อเครือข่าย และการบริหารจัดการ ระบบคลาวด์หนึ่งๆ ไม่ใช่ระบบที่ติดตั้งอย่างตายตัว

แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความต้องการทางธุรกิจและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นซีไอโอที่จะประสบความสำเร็จในฐานะเป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์จำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าคุณต้องการการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงอย่างไรบ้างทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในท้ายที่สุด ผู้ให้บริการระบบคลาวด์จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรภายในองค์กรที่มีทักษะที่เหมาะสมในการรันระบบคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะให้คำจำกัดความของสิ่งที่เลือกใช้ว่าอย่างไร แน่นอนว่าชุดทักษะด้านไอทีแบบเดิม ยังคงเป็นที่ต้องการ แต่สิ่งสำคัญเท่าๆ กันก็คือ จะต้องพัฒนาทีมงานให้เรียนรู้และสร้างความชำนาญเกี่ยวกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ๆ

ควบคู่ไปกับการสร้างคู่มือเกี่ยวกับเครื่องมือและแนวทางปฏิบัติภายในองค์กรที่จะช่วยเสริมสร้างความสำเร็จในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่จะสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนได้ไม่ควรคิดแต่จะมอบหมายงานทั้งหมดให้แก่บุคคลอื่น แต่จะต้องเรียนรู้การทำงานบางอย่างด้วยตนเอง

ไฮบริดคลาวด์ คือดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งอยู่ในองค์กร สภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวล อุปกรณ์เอดจ์ และบริการคลาวด์หลายร้อยบริการ (หรืออาจจะมากกว่านั้น) ส่วนซีไอโอทุกคนจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์หน้าใหม่ที่คอยดูแลระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน โดยจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์ม เครื่องมือ กระบวนการ และบุคลากรที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินงานบนระบบคลาวด์ที่ว่านี้

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.