www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

Digital Thailand 4.0 กับหัวใจสำคัญ ยุทธศาสตร์ประชารัฐ (ตอน1)

Digital Thailand 4.0  กับหัวใจสำคัญ ยุทธศาสตร์ประชารัฐ (ตอน1)
October 05
13:07 2017

“ยุทธศาสตร์ประชารัฐเป็นแนวทางปฏิรูปประเทศสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ในการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ต้องดึงเอาพลังอำนาจจากทุกทรัพยากรความมั่นคงที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดศักยภาพสูงสุดบนพื้นฐาน คนไทยทุกคน ก็คือ ประชาชนของชาติ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศในทุกมิติและทุกด้านอย่างยั่งยืน”

50-63 Columnist CIO.inddอีกไม่ถึงเดือนเรากำลังจะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 วงการดิจิทัลในประเทศของเรามีเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญๆ หลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงกระแสการก้าวไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy อย่างเต็มที่ดังจะเห็นจากการจัดงานกิจกรรมสำคัญๆ เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต่างประสานการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขัน ภายใต้ ยุทธศาสตร์ ประชารัฐ (อ่านคู่มือประชารัฐ)

HPE1 662x190

ยุทธศาสตร์ประชารัฐ นับเป็นแนวทางปฏิรูปประเทศสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ในการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ในยุคที่รัฐต้องดึงเอาพลังอำนาจจากทุกทรัพยากรความมั่นคงที่รัฐมีอยู่มาใช้ให้เกิดศักยภาพสูงสุดยุทธศาสตร์ ประชารัฐคือ การรวมเอาพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะอยู่ในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐ มาใช้ โดยมองบนพื้นฐานว่า “คนไทยทุกคน ก็คือ ประชาชนของชาติ” ซึ่งถือเป็นพลังอำนาจที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา ในการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูป และการพัฒนาประเทศในทุกมิติและทุกด้านอย่างยั่งยืน

และรัฐก็ได้เลือกระบุชัดเจนว่าดิจิทัลจะเป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพของทุกทรัพยากรของรัฐเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจของชาติทุกด้านให้เติบโตอย่างรวดเร็วซึ่งฉบับนี้จะขอพูดแค่ในมิติของเศรษฐกิจชุมชน การวางโครงสร้างพื้นฐานและภาคการเกษตร ส่วนในมิติสาธารณสุข อุตสาหกรรม และความมั่นคงผู้เขียนจะนำเสนอในตอนต่อไป

Digital Thailand ผลักดันเกษตรกรรม4.0

เริ่มต้นด้วยภาคเกษตรกรรมซึ่งประเทศไทยของเรามีความได้เปรียบสูงกว่าชาติใดๆ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญา และบุคคลากรด้านการเกษตรที่มีคุณภาพทุกระดับ และที่สำคัญภาคเกษตรกรรมได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่9 ที่ทรงวางรากฐานการเกษตรแนวใหม่ให้เกษตรกร และภาคเกษตรได้พัฒนาศักยภาพเห็นได้จากโครงการตามพระราชดำริต่างๆ ที่เราได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ “รัฐ” โดยผู้บริหารทุกยุคทุกสมัย ก็ได้สนับสนุนการดำเนินงานตลอดมา

และสำหรับรัฐยุคนี้ภายใต้กลไก “ประชารัฐ” และความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรอย่างเช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการที่จะพัฒนามาตรฐาน การบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก ดิน เมล็ดพันธุ์ น้ำ ปุ๋ย การจัดการศัตรูพืช ให้มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการผลักดันงาน วิจัยและเทคโนโลยี ไปสู่ภาคเกษตร การสร้าง Smart Farm โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เสริมประสิทธิภาพของโรงเรือนปลูกอัจฉริยะ ที่เราสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของผักผลไม้ โดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการเร่งโต หรือกำจัดศัตรูพืช

การรับรองมาตรฐาน ThaiGAP ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจะได้รับ QR Code ประจำตัว เพื่อที่ผู้บริโภคจะสามารถสแกน Code เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ ถึงที่มาของผลผลิตวิธีการปลูก และกระบวนการต่างๆ ก่อนมาถึงมือผู้บริโภคซึ่งก็ถือเป็นการยกระดับการผลิตในภาคเกษตรให้ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 รัฐได้ใช้โครงสร้างพื้นฐาน ICT ระดับหมู่บ้านของรัฐ ในการเชื่อมโยงการทำงาน และเผยแพร่องค์ความรู้ ไปสู่เกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ยกระดับให้เป็น Smart Farmer ต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านการ เกษตร หรือ SMEs เกษตร ที่ใช้งานวิจัยและเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน ที่ลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตสร้างอำนาจในการต่อรอง และแข่งขันได้ในตลาดโลก ตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐ

โครงสร้างพื้นฐานที่เท่าเทียม

ในมิติของการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม รัฐได้เดินหน้าในการใช้ระบบไอทีมาช่วยในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ เช่นการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสื่อสัญญาณสายเคเบิลใยแก้วนำแสง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ให้ครอบคลุมทั้ง 70,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเหมือนกับคนเมือง

โดยมีบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งโครงข่ายไปยังหมู่บ้านที่ยังเหลืออีก 24,700 แห่ง ภายใต้กรอบระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน หรือเสร็จสิ้นปี 2560 การนำเรื่องอีคอมเมิร์ซลงสู่ชุมชน เพื่อช่วยแก้ปัญหาแรงงาน ให้แรงงานได้กลับไปทำงานและพัฒนาระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นของตนเอง แทนที่จะหวังมุ่งเข้ามาทำงานกันแต่ในเมือง

ก้าวสู่ยุค สังคมไร้เงินสด

และที่ตามมาคือการเร่งพัฒนาการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในยุค cashless society หรือ “สังคมไร้เงินสด”เมื่อปลายเดือน50-63 Columnist CIO.inddสิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แถลงความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรต่างๆ พร้อมทั้งผู้ให้บริการทางการเงินในไทย ในการใช้มาตรฐาน QR code ที่เป็นมาตรฐานกลางสำหรับการชำระเงิน ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่ 5 บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรระดับโลก ได้เข้ามามีส่วนร่วม และร้านค้าก็สามารถใช้ QR code ในการรับชำระเงินได้ทั่วไป ทั้งจากผู้ให้บริการชำระเงินในประเทศและรองรับรายการชำระเงินระหว่างประเทศด้วย

ที่ผ่านมาหลายท่านอาจเคยเห็นนักท่องเที่ยวจีนที่นำเอา QR code จากประเทศจีนเข้ามาใช้ชำระเงินในไทย ซึ่งหลายร้านในกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว แต่มีความแตกต่างกันตรงที่บริษัทผู้ให้บริการชำระเงินจากจีน จะมี QR code ของตนเอง แต่สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ของไทย จะใช้ QR code ร่วมกันได้ “ทั้งหมด” ซึ่งหมายถึงจะสามารถรองรับทุกช่องทางการชำระเงินด้วย ทั้งการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต, บัตรเดบิต, บัญชี e-Wallet หรือบัญชีเงินฝากธนาคาร

ดังนั้น QR code จึงถือเป็นเครื่องมือในการชำระเงินที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย – ผู้โอนและผู้รับโอน โดยสามารถใช้ mobile application ของธนาคารพาณิชย์ผู้ให้ทางการเงินอื่นๆ หรือผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรบนโทรศัพท์มือถือ ในการอ่าน QR Code ของร้านค้าเพื่อซื้อของหรือชำระเงินได้อย่างง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว

แต่หลายท่านคงอาจมีความกังวลเรื่องระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบ ซึ่งได้มีการเตรียมการรองรับโดยที่ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรมจะต้องมีการใส่ “รหัสผ่าน” ก่อนเข้าใช้แอพพลิเคชั่นและจะมีการส่งข้อความให้ท่านสามารถตรวจสอบจำนวนเงินและชื่อผู้รับก่อน ร้านค้าก็จะมีต้นทุนการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ต่ำลงมาก โดยเฉพาะร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก จะสามารถพิมพ์ QR code ติดไว้หน้าร้าน หรือหน้าแผง เพื่อให้ลูกค้าสแกนได้ทันที และสามารถรองรับการชำระเงินผ่านช่องทางที่หลากหลายได้

นอกจากนี้ การสแกน QR code ผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกค้า เพราะไม่ต้องให้บัตรหรือข้อมูลบนบัตรแก่ร้านค้า ไม่ต้องกังวลเรื่องการเอาข้อมูลไปปลอมบัตรอีกต่อไป ที่สำคัญ ระบบนี้พัฒนาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของธนาคารและผู้ให้บริการในปัจจุบัน เช่น การโอนเงินพร้อมเพย์ หรือการให้บริการบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล

อ่านไฟล์ PDF.

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_3

Like Us On Facebook

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com

Categories