www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

AIS ประกาศร่วมทุน LINE และ Rabbit สร้างโอกาสให้ไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด

AIS ประกาศร่วมทุน LINE และ Rabbit สร้างโอกาสให้ไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด
March 07
11:22 2018

“AIS ประกาศร่วมทุน LINE และ Rabbit ผนวกบริการ mPAY กับ Rabbit LINE Pay สร้างโอกาสให้ไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ร่วมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกประเทศชั้นนำต่างตื่นตัวและกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค Cashless Society รัฐบาลไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องการขับเคลื่อนให้ก้าวไปสู่จุดนั้น โดยกระทรวงการคลังได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผลักดันแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment เพื่อที่จะปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารในประเทศ และพร้อมยกระดับผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลแบบไร้เงินสด

HPE1 662x190

มิถุนายน 2559 หรือราว 2 ปีก่อน รัฐได้เปิดตัวบริการโอนเงินและรับโอนเงินแบบใหม่ พร้อมเพย์ (PromtPay) และเริ่มใช้งานได้ในเดือนตุลาคมซึ่ง พร้อมเพย์นี้ทำให้ค่าธรรมเนียมการโอนถูกลง พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้สามารถใช้เพียงเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์ในการทำธุรกรรมได้

แต่หากเรามองไปที่ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารต่างๆ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ร้านสะดวกซื้อ หรือกระทั่งผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ได้ก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสดก่อนล่วงหน้าหลายปี กับบริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง โมบายเพย์เมนต์ หรือบัตรเติมเงิน แต่ข้อสังเกตหนึ่งคือ ยังขาดการเชื่อมโยงกันในแต่ละบริการ บางครั้งสร้างความลำบากให้ผู้บริโภคมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลประกาศออกมาในเชิงยุทธ์ศาสตร์ อาจเรียกได้ว่า เป็นการจุดพลุไฟให้ทุกคนในประเทศ ทั้งผู้ให้บริการ ผู้บริโภค ร้านค้าต่างๆ ต้องขยับและลองใช้งานเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างจริงจัง

ย้อนไปดูงานวิจัยของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อปลายปี 2016 มีการพูดถึง Cashless Society ที่บอกว่า สามารถยกระดับประสิทธิภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนจากธุรกรรมเงินสดและการเพิ่มความโปร่งใสในระบบธุรกรรมการเงิน โดยการจัดการบริหารเงินสดนั้นมีค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่ เช่น ต้นทุนจากการขนส่ง การเก็บรักษา และการผลิต ซึ่งจากการประมาณการโดยสมาคมธนาคารไทย การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถกำจัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ได้กว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

นอกเหนือไปจากนี้ Cashless Society ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลจากความโปร่งใสของระบบการเงินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากธุรกรรม e-Payment มีการบันทึกหลักฐานการทำธุรกรรมไว้ในระบบเสมอ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดปกติได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้และลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี การคอรัปชั่น และการฟอกเงินของประเทศได้

นอกจากนั้น ผลการวิจัยจาก Moody’s Analytics ในเรื่อง e-Payment ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พบว่าหากประเทศไทยมีการใช้สัดส่วน e-Payment เพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.02% ซึ่งเมื่อรวมกับที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดว่าสัดส่วนการใช้ e-Payment (กรกฎาคม 2016) อยู่ที่ 50% ของการชำระเงินโดยรวมจะเพิ่มขึ้นปีละ 5% ดังนั้น การใช้ e-Payment จะผลักดันให้ GDP สูงขึ้นเป็นมูลค่า 13,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 0.1%

Digital Payment Contribute to GDP Groeth: การชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าถึง 296 พันล้านดอลลาร์ ใน GDP ของ 70 ประเทศที่ศึกษาระหว่างปี พ.ศ.2554 ถึง พ.ศ.2558 ที่มา:  Moody’s Analytics

Digital Payment Contribute to GDP Growth: การชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าถึง 296 พันล้านดอลลาร์ ใน GDP ของ 70 ประเทศที่ศึกษาระหว่างปี พ.ศ.2554 ถึง พ.ศ.2558 ที่มา: Moody’s Analytics

สำหรับการบริโภคนั้น e-Payment ได้ช่วยส่งเสริมการบริโภคผ่านการกระจายฐานลูกค้าทำให้ช่องทางการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยผลการวิจัยฉบับนี้คาดคะเนว่า สำหรับปริมาณการใช้บัตรเครดิตและเดบิตที่เพิ่มขึ้น 1% ปริมาณการบริโภคทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 1.04 แสนล้านดอลลาร์ ต่อปีโดยเฉลี่ย

ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย

จริงๆ แล้วการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ที่ช่วยส่งเสริม Cashless Society นั้นเกิดมาแล้วร่วม 35 ปี ตั้งแต่มีบัตรเอทีเอ็ม (ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นเจ้าแรกที่นำเครื่องเอทีเอ็มมาใช้เมื่อ เมื่อ 24 มีนาคม 2526) อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งก็เกิดมาแล้วร่วม 20 ปี แต่ความนิยมยังน้อย

จนเข้าสู่ยุคของสมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่น ที่เรียกได้ว่าเป็นเชื้อปะทุในวงการการเงิน ทำให้เกิดการปฏิรูปและเกิดบริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบ ณ ปัจจุบัน รูปแบบของการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้บริโภคใช้แพร่หลาย ประกอบด้วย บัตรเอทีเอ็ม, บัตรเดบิต, บัตรเครดิต,e-Money, Mobile Payment และ Internet Payment

โดยเฉพาะเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่เข้ามาสร้างการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ มูลค่าธุรกรรม และการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบริการทางการเงิน ในอดีตธนาคารเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้บริการ แต่ปัจจุบัน e-Money มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ

e-Money ในรูปแบบบัตร เช่น บัตรรถไฟฟ้า บัตรศูนย์อาหาร บัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ บัตรของขวัญบัตรเติมน้ำมันอาจเรียกเป็น Stored Value Card หรือ Smart Card

e-Money บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เหมือนมีกระเป๋าเงินอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาจเรียก e-Purse, e-Wallet หรือ Mobile wallet เช่น กระเป๋า True Money กระเป๋า mPAY ลูกค้าต้องสมัครและลงทะเบียนก่อนใช้บริการ

หรือ e-Money ที่เป็นบัญชีบนอินเทอร์เน็ตหรืออยู่ที่ระบบเครือข่ายของผู้ให้บริการ เช่น PayPal

e-Payment Continuous growth by e-Commerce promptpay and QR Code

AIS + Rabbit LINE Pay
สร้างโอกาสให้ไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด

ล่าสุด แอดวานซ์ เอมเปย์ (mPAY) บริษัทลูกของ แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด มหาชน หรือ เอไอเอส ผนึก Rabbit LINE Pay (RLP) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม e-money และการชำระเงินผ่านมือถือทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแอพพลิเคชั่นแชต LINE และ Rabbit ผู้ให้บริการไมโครเพย์เมนต์และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน ประกาศร่วมทุนเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสด

ประกอบ

ถือว่าเป็นดีลใหญ่ เพราะดูแค่จำนวนสมาชิกของการประกาศร่วมทุนโดดเข้ามาในรูปแบบการให้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ เอไอเอสมีลูกค้าราว 40.1 ล้าน Rabbit มีคนถือบัตร 8.5 ล้าน และคนใช้แอพพลิเคชั่น Line ราว 42 ล้านคน นั่นหมายถึงคนไทยมากกว่าครึ่งประเทศมีโอกาสเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ คำกล่าวที่ว่า การประกาศร่วมทุนครั้งนี้จะทำให้ Rabbit LINE Pay ก้าวสู่แพลตฟอร์มการชำระเงินทางมือถืออันดับ 1 ในประเทศไทยภายในระยะเวลาไม่นาน คงไม่เกินจริง

ความร่วมมือแรกที่จะเกิดขึ้นระหว่าง Rabbit LINE Pay และ AIS คือ การเชื่อมต่อบนแอพพลิเคชั่น my AIS โดย Rabbit LINE Pay จะเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินบนมือถือเจ้าเดียวบนแอพพลิเคชั่นmy AIS เพื่อให้ผู้ใช้สามารถชำระบิลต่างๆ ผ่านทาง Rabbit LINE Pay โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลบัตรเครคิตหรือบัตรเดบิตของผู้ใช้ และการย้ายฐานลูกค้าของ mPay มาเป็นฐานลูกค้าของ Rabbit LINE Pay

รวมถึงการชำระเงินของลูกค้าระบบเติมเงินลูกค้าระบบรายเดือน ลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ การชำระค่าบัตรเครดิต และการชำระค่าสาธารณูปโภค รวมกว่า 200 รายการจะสามารถจ่ายผ่านช่องทาง Rabbit LINE Pay ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับประสบการณ์การชำระเงินผ่านมือถือของลูกค้า AIS ให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นเมื่อจ่ายทางแอพพลิเคชั่น myAIS

นอกจากนี้ลูกค้าเอไอเอสยังสามารถใช้ e-Wallet ของ Rabbit LINE Pay ผ่านทุกช่องทางของเอไอเอสทั่วประเทศ ทั้งศูนย์บริการเอไอเอสศูนย์บริการเซเรเนดร้านเทเลวิซตู้เติมเงินเอไอเอส และ mPayสเตชั่น รวมถึงผู้ใช้บริการ Rabbit LINE Pay ยังสามารถ เติมเงินเข้า กระเป๋าเงิน Rabbit LINE Pay ผ่านทุกช่องทางของเอไอเอสทั่วประเทศ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

“วิสัยทัศน์ของเราคือ การสร้างสรรค์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล”

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธากรรมการ บริษัท แอดวานซ์เอ็มเปย์ จำกัด และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของเราคือ การสร้างสรรค์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล”

“ดังนั้นความร่วมมือในรูปแบบของการเข้ามาร่วมลงทุนใน แรบบิทไลน์เพย์ ผ่านทาง เอ็มเพย์ ซึ่งมีความแข็งแกร่งด้านการมีตัวแทนเติมเงินทั่วประเทศการมีช่องทางชำระค่าใช้จ่ายและค่าสาธารณูปโภคครบถ้วน พร้อมทั้งเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุม เมื่อผนวกเข้ากับไลน์เพย์ บนแอพพลิเคชั่นไลน์ ที่เป็นแพลตฟอร์มชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และโปรแกรมแชต รวมถึงแรบบิท ที่มีขีดความสามารถด้านระบบชำระทั้งออนไลน์/ออฟไลน์ และระบบขนส่งมวลชน จะทำให้ความร่วมมือครั้งนี้ ยกระดับการใช้ชีวิตของลูกค้าเอไอเอสและคนไทยทุกคนไปอีกขั้น จากบริการใช้จ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้นจากวันนี้เป็นต้นไป”

การผนึกกำลังในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นไลน์ ประเทศไทย ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นไลน์ ที่คนทั้งประเทศใช้งานและมีแอพพลิเคชั่นไลน์เพย์อยู่ในโทรศัพท์ของทุกคนเอไอเอสผู้นำระบบสื่อสาร ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและมีลูกค้ากว่า 40 ล้านคนบีทีเอส ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าครอบคลุมการคมนาคมทั่วกรุงเทพฯ และบัตรแรบบิท ที่มีฐานข้อมูลสมาชิกและร้านค้าต่างๆ มากมาย

จากตัวเลข มูลค่าธุรกรรมการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ที่ผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงิน (Bank) และมิใช่สถาบันการเงิน (non-bank) ในปี 2560 ที่ผ่านมา ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลขในแต่ละเดือนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังมูลค่าเกิน 3.7 พันล้านบาทต่อเดือน

ยิ่งหลังจากเกิดความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้คาดว่า น่าจะมีจำนวนธุรกรรมเกิดขึ้นอีกราว 1.5 ล้านครั้งต่อเดือน ตามที่ผู้บริหารประเมิน ตัวเลขมูลค่าธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องพุ่งประฉูดอย่างแน่นอน

นั่นยังไม่นับรวม 2 ดีลยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะผลักดันบริการด้านการเงินออนไลน์ให้กับธุรกิจค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อรายใหญ่

คือ ความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง Ant Financial Service กับบริษัท Ascend Money ภายใต้ธุรกิจของเครือซีพี โดย Ascend Money ได้แถลงว่าจะเตรียมงบลงทุนเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจในปี 2018 โดยกันเงินเอาไว้สำ หรับลงทุนในต่างประเทศ 83% นั่นหมายความว่าจะมีงบลงทุนในไทยราว 4,200 ล้านบาท

และความร่วมมือระหว่าง JD Finance และกลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท เซ็นทรัล เจดี จำกัด วางแผนที่จะใช้งบลงทุนราว 8,750 ล้านบาทไปกับการพัฒนาธุรกิจด้าน e-Finance ด้วยความช่วยเหลือ ด้านความรู้และเทคโนโลยีจาก JD Finance โดยจะต่อยอดจากฐานลูกค้า The One Card ของเซ็นทรัลที่มีอยู่เดิม

โดยสรุปแล้ว การร่วมมือ AIS + Rabbit LINE Pay ในครั้งนี้จะเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันตัวเลข และความคึกคักการให้บริการทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถผลักดันสังคมไทยไปสู่สังคมไร้เงินสด Cashless Society ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ที่ภาครัฐตั้งใจขับเคลื่อนได้อย่างแน่นอน

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

BannerWeb_CIOworld_1

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget

Categories

Newsletters

ลงทะเบียนรับข่าวสารจาก CIOWorldMagazine.com