www.cioworldmagazine.com

 Breaking News

กพร.ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยด้วยบริบท 4.0

กพร.ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยด้วยบริบท 4.0
September 20
14:41 2017

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยสำนักโลจิสติกส์ เร่งเดินหน้ายกระดับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน ด้วยบริบท 4.0 โดยจัดงานจัดงานสัมมนาสร้างเครือข่าย Go Together: Win-Win Collaboration 2017 เป็นการสร้างเครือข่ายและแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์สู่ความสำเร็จให้สถานประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและยั่งยืน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานคับคั่ง

Khun Dungkamol2ดวงกมล สุริยฉัตรผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของชาติคือการพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งกรมอุตสาหกรรมฯ โดยสำนักโลจิสติกส์ ได้รับนโยบายจากกระทรวงอุตสาหกรรมในการผลักดันการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอุตสาหกรรม ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ผ่านโครงการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ อาทิ การให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่สถานประกอบการ การพัฒนาบุคลากรและนักจัดการด้านโลจิสติกส์ การส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องมือและตัวชี้วัดเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการรายงานผลการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาครัฐนำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สคช. ได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ซึ่งมีรายละเอียดของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม รวมทั้งการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ โดยมุ่งเน้นถึงการจัดการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการให้บริการโดยคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) ด้วยอีกประการหนึ่ง พร้อมสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกันในโซ่อุปทาน และการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการปรับลดกระบวนงานด้านอำนวยความสะดวกทางการค้า ขนส่ง และโลจิสติกส์ ให้มีความสะดวก ทันยุคสมัย และมีประสิทธิภาพต่อภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

“โลจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งยังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ดังจะเห็นได้ว่าองค์กรที่มีการวางแผนและกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ที่ดีและสามารถถ่ายทอดลงไปสู่การปฏิบัติการในการปรับปรุงภายในองค์กร รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารตลอดทั้งองค์กร ด้วยการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างสอดคล้องและเหมาะสมจะทำให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรโดยรวมได้ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า” นางดวงกมลกล่าว

สำหรับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์ เบื้องต้นจึงได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์หลักที่จะสนับสนุนการดำเนินการไว้ 5 ยุทธศาสตร์ ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะมีการกำหนดกลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน รวมทั้งโครงการรองรับและหน่วยงานสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน และให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งปี 2561 นี้ สำนักโลจิสติกส์ยังคงเดินหน้าดำเนินงานในโครงการพัฒนาขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องผ่าน 7 โครงการใหญ่ ดังนี้
1. โครงการยกระดับความสามารถการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกลุ่มอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (S-Curve)
2. โครงการสร้างบุคลากรด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ละโซ่อุปทาน
3. โครงการจัดทำฐานข้อมูลโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม
4. โครงการส่งเสริมระบบมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล
5. โครงการส่งเสริมนวัตกรรมการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน
6. โครงการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในพื้นที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจ
และ 7. โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ไอทีในการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสู่อุตสาหกรรม 4.0

winwin2017_1ล่าสุดทางสำนักโลจิสติกส์ กพร. ได้จัดงานสัมมนาสร้างเครือข่าย Go Together: Win-Win Collaboration 2017เป็นการสร้างเครือข่ายและแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์สู่ความสำเร็จให้สถานประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการอุตสาหกรรมภายในโซ่อุปทานที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ในการจัดสัมมนาฯ ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับ กพร. และประสบความสำเร็จในการดำเนินงานมาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ ได้แก่ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ Bar B Q Plaza อร่อยจริงเรื่องปิ้งย่าง และบริษัท มาซูม่า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำอุ่น Mazumaซึ่งได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2560 ประเภทการบริหารอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งนี้คาดหวังอว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นการจุดประกายเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ ความร่วมมือและการเชื่อมโยงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคตส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน และการกลายเป็นหุ้นส่วนของโครงข่ายการผลิตโลกที่สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดโซ่อุปทานแบบยั่งยืน

winwin2017_3ที่ผ่านมา จากผลการดำเนินงานตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมของประเทศไทย ฉบับที่1 (พ.ศ. 2555-2559) จะเห็นได้ว่าสามารถสร้างความร่วมมือและการเชื่อมโยงภายในโซ่อุปทานได้ 111โซ่อุปทาน มีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 2,000 ราย และลดต้นทุนรวมทั้งหมด 16,000ล้านบาท จึงเป็นการยืนยันได้ว่าแนวทางการสนับสนุนส่งเสริมของภาครัฐในเรื่องนี้ เป็นไปอย่างจริงจังและตรงตามความต้องการของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการให้สามารถพัฒนาปรับตัวจนเกิดผลสำเร็จได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการที่ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างทักษะและองค์ความรู้ให้กับบุคลากรในระดับต่างๆ ให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ และนำแบบอย่างที่ดีไปปรับใช้ เพื่อช่วยในการกำหนดแนวทาง แผนทางธุรกิจ บริหารจัดการกระบวนงานภายในองค์กร และที่สำคัญคือ มีการลงมือพัฒนาปรับปรุงอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

“ตามแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ฯ ฉบับที่ 3(พ.ศ.2560 -2564) นี้กำหนดให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับผิดชอบในส่วนของการพัฒนาเพิ่มมูลค่าระบบโซ่อุปทาน เพื่อพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานให้ได้มาตรฐานสากล สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม และสามารถบริหารจัดการตลอดทั้งโซ่อุปทาน รวมทั้งการพัฒนาด้านบุคลากร ซึ่งแนวทางที่จะดำเนินการให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไปสู่อินดัสทรี 4.0 เพื่อมุ่งให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้ในอนาคต ทั้งยังสามารถทำให้เกิดการเชื่อมโยงจากนโยบายรัฐให้มีประสิทธิมากขึ้น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมต้องมีบทบาทที่กว้างมากขึ้น และเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่เป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเพื่อเร่งสร้างบุคลากรที่มีองค์ความรู้ให้กระจายสู่ภูมิภาค พร้อมเร่งปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย รวมถึงสามารถสร้างความเชื่อมโยงโครงข่ายอุปสงค์และอุปทานทั้งในภูมิภาคและเวทีการค้าโลกให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการผลิตสินค้า มีการประกอบธุรกิจ การค้า และการบริการแบบไร้รอยต่ออย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”นางดวงกมล กล่าวทิ้งท้าย

Related Articles

0 Comments

No Comments Yet!

There are no comments at the moment, do you want to add one?

Write a comment

Write a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Like Us On Facebook

Facebook Pagelike Widget